VGREEN KU

VGREEN KU

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก VGREEN KU, ศูนย์วิจัยด้านการศึกษา, Bangkok.

ศูนย์วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม KU ก่อตั้งในปี 2009 มีความเชี่ยวชาญด้าน #LCA #NetZero #CarbonNeutrality #Ecolabels #SDG #BCG #GreenBusiness #Sustainability ให้บริการ 🔳 วิจัย 🔳 บริการวิชาการ (ให้คำปรึกษา) ด้านก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และ ความยั่งยืน � โครงการวิจัย:
• ดำเนินงานวิจัยด้าน LIfe Cycle Assessment (LCA), Sustainable Consumption and Production (SCP), Sustainable Development Goals (SDG

24/06/2026

คูโบต้า - กรมการข้าวปั้น “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำเพิ่มกำไรชาวนากว่า 4 เท่า ปูทางข้าวไทยสู่ Net Zero 2050

ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะโลกร้อน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตข้าวจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “ความจำเป็น” ของภาคเกษตรไทย

หนึ่งในโมเดลที่น่าจับตามอง คือ โครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และกรมการข้าว ซึ่งมุ่งยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ล่าสุด ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี พร้อมคณะทำงาน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ณ จังหวัดพิจิตร เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและแนวทางการขยายผลในอนาคต

โครงการดังกล่าวได้นำร่องในพื้นที่ 12 ไร่ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูกจาก “นาหว่าน” แบบดั้งเดิม สู่ “นาดำ” ร่วมกับเทคนิคการจัดการน้ำแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying : AWD) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นถือว่าน่าพอใจอย่างมาก โดยสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 29% ลดต้นทุนการผลิตลง 16% และที่สำคัญคือช่วยเพิ่มกำไรให้เกษตรกรมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับการทำนาในรูปแบบเดิม

ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้โครงการตั้งเป้าขยายพื้นที่ดำเนินงานสู่ 5,000 ไร่ ภายในปี 2571 เพื่อเป็นต้นแบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ และสนับสนุนนโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นอกจากมิติด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการพิจิตรแซนด์บ็อกซ์ยังมุ่งสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ และการเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ให้กับข้าวไทย

“พิจิตรแซนด์บ็อกซ์” จึงไม่ใช่เพียงแค่แปลงนาต้นแบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรม

#พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ #นาดำคาร์บอนต่ำ #ข้าวคาร์บอนต่ำ #ชาวนาไทย #ข้าวไทย #นวัตกรรมการเกษตร #เกษตรยั่งยืน

24/06/2026

Kasetsart University has been recognized in the THE Impact Rankings 2026 with an overall score of 86.2, placing in the 101–200 band globally among 1,603 participating institutions worldwide.

The University’s outstanding performance is highlighted by SDG 2: Zero Hunger, ranked #17 in the world, and SDG 17: Partnerships for the Goals, with a score of 88.3. These achievements reflect Kasetsart University’s commitment to advancing sustainability through research, education, innovation, and meaningful societal impact.

Together, we continue to drive positive change and contribute to the United Nations Sustainable Development Goals (SDGs) for a more sustainable future.

Photos from Homrak - ห่มรัก's post 24/06/2026

HOM RAK
👍 Highly recommended

24/06/2026

UPDATE: อุตสาหกรรม ‘ข้าวไทย’ เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต Krungthai COMPASS คาดส่งออกทั้งปีนี้ติดลบ 15% ท่ามกลางภาวะเงินบาทแข็งค่า

ส่งออกข้าวไทย 4 เดือนแรกของปีนี้หดตัว 9% Krungthai COMPASS เตือนอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน จนอาจกลายเป็นวิกฤต ‘ซ้อน’ วิกฤต (Twin Crisis) คาดปี 2569 ส่งออกข้าวจ่อหดตัว 15% ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินบาท เหตุการแข็งค่าของเงินบาททุก 1 บาท จะทำให้ข้าวไทยแพงขึ้น 15 ดอลลาร์ สหรัฐฯ

กฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปริมาณส่งออกข้าวไทยโดยรวมช่วง ม.ค.-เม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.2 ล้านตัน หดตัว -9%YoY โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยราวปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็น 13% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมดในปี 2568

ทั้งนี้ ไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด

🟠 เตือน Twin Crisis กดดันข้าวไทยจากทั้งด้าน Demand และ Supply

Krungthai COMPASS มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จนถึงปี 2570 อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน (Twin Crisis) กดดันให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

1. ด้าน Supply Side อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาด้านอุปทานที่จำกัด (Supply Crisis) จากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ภาวะเอลนีโญกำลังกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น

2. ด้าน Demand Side โลกกำลังซื้อข้าวจากไทยน้อยลง เพราะไทยแข่งขันได้ยากขึ้น เนื่องจาก ผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาที่ถูกกว่า ประกอบกับราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง อย่างเวียดนามและอินเดีย โดยส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้เวียดนามและอินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น

🟠 เจาะฝั่ง Supply Crisis จากต้นทุนปุ๋ยสูงและเอลนีโญซ้ำเติมผลผลิตข้าวไทย

ต้นทุนปุ๋ยที่สูง และภาวะภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญจะกดดัน Supply ข้าวไทย โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยตลาดโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศ จึงยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 30-50% เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยซึ่งจะกระทบผลผลิตต่อไร่ และส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงราว 1.5-2.5% สอดคล้องกับงานศึกษาของฟิลิปปินส์ โดย ADB ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น 30-100% จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 0.4-1.8%

นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยค่า SOI ซึ่งแสดงความรุนแรงของเอลนีโญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตข้าวไทยราว 0.44 สะท้อนว่าเอลนีโญที่รุนแรงมีแนวโน้มกดดันผลผลิตข้าวไทยลดลง

🟠 เจาะฝั่ง Demand Crisis อินเดียเร่งผลิต ท่ามกลางบาทแข็ง

Krungthai COMPASS กล่าวว่า ผลผลิตข้าวอินเดียยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาข้าวอินเดียที่ถูกกว่า โดย USDA คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ราว 25 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 6%YoY จากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งสต็อกข้าวที่มีอยู่จำนวนมากและผลผลิตใหม่ที่ยังขยายตัว

แม้อินเดียจะเผชิญความเสี่ยงเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ด้วยแนวโน้มฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติยังช่วยหนุนการเพาะปลูกข้าวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จึงมีโอกาสไม่มากที่อินเดียจะกลับมาระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่มองว่า หากเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้ตั้งราคาส่งออกลำบากและแพงกว่าคู่แข่ง โดยหากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่า ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทน

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.6 ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลง

🟠 ทิศทางส่งออกข้าวไทยจะเป็นอย่างไร?

Krungthai COMPASS คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง -15%YoY ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 7%YoY โดยได้จัดทำ Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. กรณี Base Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลางและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 70% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลง -20%YoY4 ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 10%YoY

คาดว่าในปี 2569 จะส่งออกข้าวได้ราว 6.7 ล้านตัน -15%YoY ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 7%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรงจากอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักได้ราว 1 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนปริมาณการส่งออกให้ปรับเพิ่มขึ้นได้บางส่วน

2. กรณี Worst Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรงและสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 100% และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลง -21%YoY ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 หรือลดลง -3%YoY

คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 6.3 ล้านตันในปี หรือลดลง -20%YoY และลดลงต่อเนื่องสู่ 6.1 ล้านตันในปี 2570 หรือลดลง -4%YoY จากผลกระทบของภาวะเอลนีโญที่ทำให้ผลผลิตข้าวไทยลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวไปยังอิรักราว 1 ล้านตัน

3. กรณี Best Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อนและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 40% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลง -19%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 13%YoY

คาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.6 ล้านตันในปี 2569 หรือลดลง -3%YoY ก่อนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 7.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น0.5%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดีย รวมถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักราว 0.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัวในปี 2570 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อย

24/06/2026

การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ลดการใช้น้ำ ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ผลผลิตเพิ่มขึ้น และช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าการดูแลสิ่งแวดล้อม สามารถเดินควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ 🌱

🎙 คุณธนนนท์ เตรียมชาญชัย CEO จาก Net Zero Carbon ชี้ว่า AWD ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเพื่อโลก แต่ยังเป็นโอกาสใหม่ของชาวนาไทย ในการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต และยกระดับสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต เมื่อเกษตรกร ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อมเดินไปด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในนาข้าววันนี้ อาจกลายเป็นพลังสำคัญของโลกในวันข้างหน้า 🌾

📖 อ่านเรื่องเต็มได้ที่ https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/featured/article_339691

#เทคโนโลยีชาวบ้าน #ข้าวคาร์บอนต่ำ

24/06/2026

🔥🔥🔥 สมัครด่วน 🔥🔥🔥

👉 หลักสูตรอบรมรับรองจาก อบก. “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร CFO เชิงลึก”

จัดโดย
🟢 บริษัท วี กรีน เคยู จำกัด
⭐️ หน่วยจัดอบรมขึ้นทะเบียนกับ อบก.
📆 วันที่ 6-7 สิงหาคม 2569
📍 สถานที่ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน

🔷 อัตราค่าลงทะเบียน (รวม VAT) 8,500 บาท
ส่วนลดพิเศษ
- รับส่วนลด 5% หากลงทะเบียนอบรม 2 หลักสูตรพร้อมกัน
💥สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้ 200%

🔷 กลุ่มเป้าหมาย
- ผู้สนใจขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาละผู้ทวนสอบ CFO กับ อบก.
- บุคลากรขององค์กรที่ต้องการเตรียมความพร้อมรายงานและขอรับรอง CFO & NET ZERO PATHWAY

🔷 สอบถามเพิ่มเติม
กฤติยานี และ ชฎาพร
📧 [email protected]
📞 06-5092-4909



#อบรมที่ปรึกษาCFO
#อบรมคาร์บอนฟุตพริ้นท์
#บริษัทวีกรีนเคยูจำกัด

21/06/2026

🎯 ผู้บริหารระดับสูงจาก 5 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์, แสนสิริ, กลุ่มธุรกิจ TCP, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และเอส แอนด์ พี ซินดิเคท ร่วมกันเปิดเผยแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน ในงาน EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกสิกรไทย

🟢 กัลฟ์ มาช้าคือโชคดี

สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ฉายภาพให้เห็นว่า Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของยุค AI นั้นกิน “น้ำ” และ “ไฟ” เป็นทรัพยากรหลัก และนั่นทำให้การออกแบบอาคารอย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นหัวใจสำคัญ โดยย้ำว่าเราไม่ได้มาแย่งทรัพยากรจากประชาชน แต่เราทำยังไงให้ใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กัลฟ์เป็นบริษัทแรกในไทยที่ออกแบบ Data Center รองรับระบบ Water Cooling และได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองต่อการที่ไทย “มาช้า” ในตลาด Data Center เมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย สมิทธ์กลับมองว่านั่นคือข้อได้เปรียบ เพราะโครงการที่กำลังสร้างในไทยจะได้ติดตั้งชิปและ GPU รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งมีประสิทธิภาพการประมวลผลต่อหน่วยไฟฟ้าสูงกว่ารุ่นเก่ามาก

เปรียบได้กับการได้เครื่องยนต์ใหม่ที่กินน้ำมันน้อยกว่า ขณะที่ Data Center รุ่นเก่าในประเทศเพื่อนบ้านอาจไม่ได้ออกแบบรองรับเครื่องรุ่นใหม่ไว้แต่แรก

สมิทธ์ยังหยิบยกประเด็น “Data Sovereignty” หรืออธิปไตยทางข้อมูล ว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเร่งวางนโยบาย เพื่อให้ข้อมูลสำคัญถูกเก็บและประมวลผลภายในประเทศ ไม่ต่างจากที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มกำหนดเป็นข้อบังคับไปแล้ว

🟢 แสนสิริ บ้าน จุดเริ่มต้นความยั่งยืน

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทตัดสินใจวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมทั้งหมด ทั้งกระบวนการก่อสร้างและการใช้ชีวิตของลูกบ้านตลอดระยะยาวข้างหน้า ผลที่ได้คือตัวเลขที่สะเทือนใจ และทำให้แสนสิริตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามเป้าหมายของประเทศ

กรอบการทำงานหลักของแสนสิริคือ “Green Framework” ซึ่งครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ การออกแบบสถาปัตยกรรมให้ประหยัดพลังงานโดยธรรมชาติ เช่น การระบายอากาศ การเลือกทิศทางอาคาร และการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างร่มเงา, การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ก่อสาร VOC และกระบวนการก่อสร้างที่ลดของเสียในไซต์งาน

อุทัยย้ำว่า ผลลัพธ์ส่งต่อถึงลูกบ้านโดยตรง เพราะบ้านที่ออกแบบอย่างยั่งยืนช่วยลดการใช้พลังงานและน้ำได้ตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งหมายถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของลูกค้า และมูลค่าบ้านที่สูงขึ้นในระยะยาว

นอกจากนี้ แสนสิริยังเดินหน้าผลักดัน Green Financing ร่วมกับสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ หากโครงการผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม

🟢 TCP จากวิกฤตสู่ Forward Mindset

วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดภาพรวมว่า โลกธุรกิจวันนี้ไม่ได้เผชิญวิกฤตทีละเรื่อง ทั้งต้นทุนพลังงาน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ล้วนมาพร้อมกัน

วรวุฒิเสนอให้เปลี่ยนจาก Survival Mindset มาสู่ Forward Mindset โดยมี 3 แนวทางหลัก คือ 1. “Cut Smart, Invest Right” ไม่ใช่การตัดต้นทุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าสินค้าหรือกิจกรรมใดกำลังเป็นภาระ เช่น สินค้าที่ยอดขายพึ่งพาโปรโมชั่นทุกปีโดยไม่มี Baseline Sales

รวมถึงการลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น เช่น รายงานหนาเป็นร้อยหน้าที่ไม่มีใครอ่านครบ หรือการประชุมยาวนานที่ได้ผลลัพธ์น้อย เพราะการคืนเวลาให้ทีมงานคือการลดต้นทุน เงินที่ประหยัดได้ควรนำไปลงทุนในพลังงานสะอาด ซึ่ง TCP เดินหน้าขยาย Solar Rooftop ในโรงงานของตัวเองเป็นตัวอย่าง

“Flexibility Before the Next Shock” TCP เจอบทเรียนตรง ๆ จากการขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่การผลิต จนต้องปรับ Packaging กลางคัน บทเรียนนั้นนำไปสู่การสร้าง Visibility ร่วมกับซัพพลายเออร์ตั้งแต่ต้นน้ำ จนซัพพลายเออร์หลายรายกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวแทนที่จะเป็นแค่คู่ค้าขายของ

“Diversify to Drive” เพราะสินค้าตัวเดียว ตลาดเดียว ช่องทางเดียว คือความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไป TCP เองขยาย Packaging และรสชาติที่หลากหลาย รวมถึงขยายตลาดต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในเชิงภูมิศาสตร์

TCP มองในมิติสิ่งแวดล้อมว่าน้ำเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจโดยตรง ที่โรงงานปราจีนบุรีของบริษัทจึงได้รับการรับรองมาตรฐานด้านการจัดการน้ำในระดับสากล และมีการทำงานร่วมกับชุมชนและ WWF ในการดูแลลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน

🟢 ไมเนอร์ ความยั่งยืนจากบนลงล่าง

ชมพรรณ กุลนิเทศ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้ว่า ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือ Commitment จากผู้บริหารและบอร์ด แต่นั่นยังไม่พอ เพราะ Ex*****on คือสิ่งที่จะตัดสินว่าทุกอย่างจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ที่ Golden Triangle ซึ่งเป็นโครงการโรงแรมและรีสอร์ตของไมเนอร์ บริษัทไม่ได้มองความยั่งยืนแค่เรื่องลดคาร์บอน แต่ยังรวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไมเนอร์มีมูลนิธิดูแลช้างในพื้นที่ และพยายามทำให้พนักงานเข้าใจระบบนิเวศรอบตัวอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ท่องจำนโยบาย

“เราพบว่าในองค์กรมี Hidden Gem เยอะมาก มีพนักงานที่รู้จักนกในพื้นที่ได้จากแค่ฟังเสียง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอดให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา”

ไมเนอร์ยังยึดหลักการวัดผล โดยบรรจุตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนเป็น KPI ประจำปีของพนักงาน และเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการรายงานต่อลูกค้าและพาร์ตเนอร์ระดับโลก ซึ่งวันนี้ ESG กลายเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาทำธุรกิจร่วมกันไปแล้ว

🟢 S&P เริ่มจากสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงิน

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท เล่าว่า Journey ของ S&P เริ่มจากการติด Solar Rooftop ในช่วงแรกที่ยังไม่มีใครพูดถึง โดยได้รับ Green Loan ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคาร และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนมี ROI ที่ชัดเจน

เธอได้ย้ำแนวทางรับมือช่วงโควิด เมื่อบริษัทกำลังจะเปิดตัวยุทธศาสตร์ความยั่งยืนพอดี มณีสุดาเลือกพิสูจน์ให้ผู้บริหารเห็นว่า “ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมคนในองค์กรก่อน เช่น การแยกขยะอย่างจริงจัง และการลดการใช้พลาสติก ซึ่งภายในไม่กี่ปีสามารถลดการใช้พลาสติกได้หลายพันตัน

S&P ยังจัดทำหลักสูตร “S&P ESG DNA” ให้พนักงานทุกระดับเรียนและสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจจริงไม่ใช่แค่รับรู้ และมีโครงการส่งอาหารเหลือจากสาขาต่าง ๆ ต่อให้ชุมชน ซึ่งแก้ปัญหา Food Waste ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคมไปพร้อมกัน

ปัจจุบัน S&P ปรับ Packaging ให้เป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เกือบครบ 100% แล้ว

แม้จะมาจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันสิ้นเชิง แต่ทั้ง 5 องค์กรมีข้อสรุปที่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้นำองค์กรต้องเชื่อและผลักดันก่อน การวัดผลด้วยตัวเลขที่จับต้องได้ ตลอดจนการดึงซัพพลายเชนและพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมเดินทาง

ที่สำคัญที่สุดคือ ความยั่งยืนเป็นการลงทุนที่มี Return ทั้งในแง่การลดค่าใช้จ่าย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนราคาถูก และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่ต้นทุนที่จมหาย

18/06/2026

FMCG ยุคใหม่! จากกลยุทธ์ ‘ยูนิลีเวอร์’ สู่ 8 เทรนด์ ‘สินค้าอุปโภคบริโภค’ คุ้มค่า - ใช้ AI เร่งนวัตกรรม - เข้าใจผู้บริโภค

ตลาด “สินค้าอุปโภคบริโภค” (FMCG) ในอดีตเน้นการสร้างการรับรู้ผ่านแบรนด์ โปรโมชัน การสื่อสาร และการกระจายสินค้าให้ครอบคลุม เพื่อกระตุ้นการซื้อ แต่ปัจจุบันตลาดมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากเทคโนโลยี นวัตกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจและสังคม

ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่ต้อง ‘เข้าใจชีวิตผู้บริโภคเชิงลึก’ และ ‘เร่งพัฒนานวัตกรรม’ ให้ตอบโจทย์ได้อย่างรวดเร็ว

จากกลยุทธ์ของ ‘ยูนิลีเวอร์’ สะท้อนว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่ Data, AI, Insight, Science และ Consumer Experience กลายเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรมและการเติบโต โดย Marketing Oops! ชวนเจาะลึก 5 กลยุทธ์สำคัญ พร้อมถอดเป็น 8 เทรนด์ ‘FMCG’ ที่แบรนด์และนักการตลาดต้องจับตา


[ เจาะลึก 5 กลยุทธ์ “ยูนิลีเวอร์” ]

1. Data, AI และ Insight เข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก: ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และเทรนด์ทางวัฒนธรรมแบบเรียลไทม์ เพื่อมองเห็นอินไซต์ที่นำไปพัฒนาสินค้าได้เร็วและแม่นยำขึ้น

2. เปลี่ยนวิทยาศาสตร์เป็น Meaningful Innovation: สินค้า FMCG ยุคใหม่ต้องไม่ได้แค่ “ดูดี” แต่ต้องมีหลักวิทยาศาสตร์และ R&D รองรับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้บริโภค

3. ประเทศไทยเป็นฐานวิจัย–พัฒนา และผลิตส่งออกไปทั่วโลก:
ยูนิลีเวอร์ใช้ความเข้าใจผู้บริโภคไทย ผสานกับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศ ไลฟ์สไตล์ และความต้องการเฉพาะของตลาด

4. SASSY Framework สร้าง Desire at Scale: นวัตกรรมไม่ได้มีแค่ประสิทธิภาพ แต่ต้องมี Science, Aesthetics, Sensorials, Shared by Others และ Young Spirited เพื่อทำให้สินค้า “น่าใช้ น่าบอกต่อ และอยู่ในกระแสวัฒนธรรม”

5. ราคาต้องเข้าถึงได้ ในยุคค่าครองชีพสูง: ผู้บริโภควันนี้ยังต้องการคุณภาพและนวัตกรรม แต่ต้องมาในราคาที่คุ้มค่า เข้าถึงได้ และหาซื้อได้สะดวกทุกช่องทาง


[ 8 เทรนด์ FMCG ที่น่าจับตา ]

1. AI-driven Innovation: AI จะเข้ามาช่วยอ่านอินไซต์ ทดลองคอนเซ็ปต์ และเร่งการออกสินค้าใหม่สู่ตลาดให้เร็วขึ้น

2. สินค้าต้องมีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ: ในยุคที่ผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้น แบรนด์จึงต้องอธิบายได้ว่าสินค้านั้น “ดีขึ้นเพราะอะไร” ไม่ใช่แค่บอกว่าดีขึ้น ซึ่งการมีหลักวิทยาศาสตร์รองรับจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และสินค้า

3. ผู้บริโภคเป็น Value Seeker: คำว่าคุ้มค่าไม่ได้แปลว่าถูกที่สุด แต่หมายถึงราคาที่จ่ายไปต้องคุ้มกับคุณภาพ ปริมาณ นวัตกรรม และมาตรฐานสินค้า

4. Health & Wellness ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย: โอกาสไม่ได้อยู่แค่กลุ่มผู้สูงวัย แต่ขยายไปสู่ Beauty, Personal Care, Healthcare และ Well-being ที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

5. นิยามครอบครัวและการอยู่อาศัยเปลี่ยนไป: ปัจจุบันครอบครัวและการอยู่อาศัยมีหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น SINKs, D***s, Pet Parent และครอบครัวหลายเจเนอเรชัน ทำให้ตลาด FMCG ต้องออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์บ้านและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายกว่าเดิม

6. Emotional Value สร้างประสบการณ์ความแตกต่าง: เมื่อฟังก์ชันสินค้าใกล้เคียงกัน ‘Emotional Value’ จะช่วยสร้าง Customer Experience และความแตกต่างให้กับแบรนด์ รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อและกลับมาซื้อซ้ำ


7. บอกต่อ-รีวิว พลังสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้า: Influencer, Creator, Affiliate และรีวิวจากผู้บริโภคจริง ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือโปรโมท แต่กลายเป็นกลไกสร้าง Trust และช่วยทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

8. Sustainability ต้องอยู่ทั้ง Value Chain: ความยั่งยืนของ FMCG ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์หรือแพ็กเกจจิ้ง แต่ต้องอยู่ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะ เช่น บรรจุภัณฑ์หลังการใช้

FMCG ยุคใหม่ คือสนามที่แบรนด์ต้องเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และสร้างสมดุลระหว่าง “คุณภาพ–ความคุ้มค่า–ประสบการณ์–ความยั่งยืน” ให้ได้ เพราะปัจจุบันเมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แบรนด์ที่จะชนะใจ ไม่ใช่แบรนด์ที่พูดดังที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจชีวิตจริงของผู้บริโภค และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นนวัตกรรมที่มีความหมาย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.marketingoops.com/reports/unilever-fmcg-trends/

18/06/2026

สตาร์ตอัป “อียิปต์” เจ๋ง ! ใช้ AI ปลูก “แหน” ในแดนทะเลทราย กู้วิกฤตอาหารโลก

สตาร์ตอัปจากอียิปต์ ทดสอบนวัตกรรมเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกกลางทะเลทราย ให้กลายเป็นแหล่งผลิตโปรตีนแห่งใหม่ โดยใช้พืชน้ำขนาดเล็ก อย่าง แหน หรือ Duckweed พืชเล็ก ๆ สีเขียวที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาหารโปรตีนสูง หวังช่วยแก้ปัญหาวิกฤตอาหารโลก

ผลงานนี้เป็นของบริษัท อัลโปรตีน (AlProtein) ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า โอไรออน (Orion) ซึ่งเป็นการผสานระบบการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ หรือการปลูกพืชในน้ำ ร่วมกับเซ็นเซอร์อัจฉริยะ และโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

บริษัทได้ตั้งโรงเรือนต้นแบบ ในหุบเขา วาดิ เอล-นาตรุน (Wadi Al-Natroun) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งใช้น้ำกร่อยในการเพาะเลี้ยง และติดตั้งระบบสองส่วนหลัก ได้แก่ ระบบตรวจสอบและควบคุมด้วย IoT และโมเดลปัญญาประดิษฐ์โอไรออน (Orion)

ทางบริษัทระบุว่า ระบบนี้จะคอยมอนิเตอร์คุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนอย่างแม่นยำ ในขณะที่ตัวโมเดล AI จะช่วยตรวจจับการปนเปื้อน กำหนดเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงคาดการณ์สภาพอากาศภายในโรงเรือนล่วงหน้า ซึ่งระบบตรวจจับนี้ช่วย ลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40 และระบบช่วยคำนวณการเก็บเกี่ยวก็ช่วยเพิ่มผลผลิตได้ราวร้อยละ 20

สำหรับแรงบันดาลใจของผลงานนี้ เกิดขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนอาหารหลังจากช่วงสงคราม ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพืชผลทั่วโลก และอียิปต์ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นอกจากนี้ โครงการอาหารโลก (WFP) ยังเคยเตือนว่า ความขัดแย้งและความไม่สงบในตะวันออกกลาง ยังทำให้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารย่ำแย่ลงอีกด้วย

บริษัทจึงได้พัฒนาผลงานนี้ ซึ่งได้คว้ารางวัลเหรียญเงิน จากงานแสดงนวัตกรรมนานาชาติเจนีวา ครั้งที่ 51 (51st International Exhibition of Inventions Geneva) มาครองได้สำเร็จ โดยปัจจุบันบริษัทกำลังนำแหนที่เพาะเลี้ยงได้ ไปพัฒนาเป็นส่วนผสมโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่ม Plant-based เช่น โปรตีนวีแกน และผลิตภัณฑ์ทดแทนนม

เป้าหมายสูงสุดของบริษัท คือการสร้างศูนย์กระจายแหล่งโปรตีนในดินแดนทะเลทรายครบวงจร ตั้งแต่ฟาร์มส่งตรงถึงจานอาหาร (From farm to fork) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ที่เพาะปลูกไม่ได้ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตโปรตีนที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับภูมิภาคที่แห้งแล้งอย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TNN Thailand
#เทคโนโลยีการเกษตร #แหน #อาหารอนาคต #ความมั่นคงทางอาหาร

18/06/2026

อะโรแมติก ฟาร์ม เปลี่ยนของเสียจากมะพร้าวให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีคาร์บอนเป็นลบ ด้วยการเปลี่ยนเปลือก กะลา และเศษเหลือให้เป็นไบโอชาร์และฝังลงในผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ช่วยให้เกิดโซลูชันการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเกษตรกรด้วยแหล่งรายได้ใหม่ เป็นมากกว่าความยั่งยืน นี่คือนวัตกรรมหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง
..
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/smart-agriculture/article_339338
.
#เทคโนโลยีชาวบ้าน #โอกาสธุรกิจเกษตร #เพิ่มมูลค่าขยะมะพร้าว #นวัตกรรมเกษตร #อะโรแมติกฟาร์ม #เพิ่มมูลค่าขยะทางการเกษตร

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30