TCDC Commons MunMun Srinakarin

TCDC Commons MunMun Srinakarin

แชร์

The Complete Source of Creative Inspiration

17/06/2026


Meat Master

เปลี่ยนความเนิร์ดเนื้อให้กลายเป็นเกมบลัฟสุดฟาดฟัน

‘Meat Master’ บอร์ดเกมสัญชาติญี่ปุ่นที่หยิบเอาสารพัดเนื้อกว่า 60 ชนิด ตั้งแต่ นก แกะ ไก่ กบ และอาหารทะเลที่คุณคุ้นเคยมาให้คุณและผองเพื่อนได้แย่งชิงความเป็นหนึ่ง

กติกาง่ายๆ เพียงแค่ส่งการ์ดอาหารบนมือให้ตรงกับโจทย์ในรอบนั้น เช่น เมนูไหนไขมันเยอะสุด แต่ความวายป่วงอยู่ตรงที่ คุณจะเห็นแค่หน้าตาอาหารบนมือ ส่วนเพื่อนร่วมวงจะเห็นข้อมูลโภชนาการของคุณแบบหมดเปลือก ทั้งแคลอรี โปรตีน ไขมัน และคอเลสเตอรอล

งานนี้เลยเกิดมหากาพย์การปั่นประสาท จะหันไปถามใครก็ต้องคิดดีๆ เพราะเกมนี้อนุญาตให้ #โกหก และบลัฟแหลก เพื่อล่อลวงให้คนอื่นลงการ์ดพลาดได้อย่างเต็มที่ ใครเนียนกว่าและสะสมการ์ดโจทย์ครบ 3 ใบก่อนก็คว้าตำแหน่งสุดยอดปรมาจารย์แห่งเนื้อไปครอง

นอกจากนี้ ตัวเกมยังมีโหมดเล่นคนเดียวที่สามารถ #วัดระดับความรักเนื้อ ของแต่ละคนได้อีกด้วย เพียงแค่เปิดการ์ดเริ่มต้นแล้วเรียงลำดับการ์ดจาก 'น้อยไปมาก' ตามสารอาหารที่เลือกท้าทาย ทายถูกได้เล่นต่อ ทายผิดเมื่อไหร่เกมจบทันที

ระดับทำเนียบสายเนื้อ: ถ้าคุณทายถูก 1 ใบ คุณคือคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเนื้อเลย ถ้าถูก 2-5 ใบ คุณคือมือใหม่หัดกินเนื้อ ถ้าถูก 6-10 ใบ คุณคือคนรักเนื้อ ถ้าถูก 11-15 ใบ คุณคือเนิร์ดเนื้อ ถ้าถูก 16-20 ใบ คุณคือเจ้าแห่งเนื้อ และถ้าทายถูก 21 ใบขึ้นไป คุณคือเทพเซียนผู้คลั่งใคล้เนื้อ



ในอดีตคนไทยกินเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดกว่าปัจจุบันมาก ไม่ใช่แค่ปลา แต่เนื้อสัตว์เล็กและกลาง ไม่ว่าจะเป็น ไข่มด นกน้ำ ค้างคาว ตัวอ้น งูเหลือม ไปถึงจระเข้ เราก็กินกันเป็นปกติ ส่วนเนื้อสัตว์ใหญ่ อย่าง หมูหรือวัว ไม่เป็นที่นิยมเพราะขัดกับความเชื่อในพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จึงถูกใช้เป็นแรงงานมากกว่ากินเป็นเสบียง เราเพิ่งจะหันมากินเนื้อสัตว์ใหญ่กันในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลระหว่างการติดต่อค้าขายกับชาวจีน

จำนวนผู้เล่น: 1–4 คน
ระยะเวลา: 15–16 นาที
อายุ: 8+

สามารถติดตามรายละเอียดบอร์ดเกม Meat Master เพิ่มเติมได้ที่
>>> https://library.tcdc.or.th/record/view/b00056644

พบกับหนังสือและองค์ความรู้ด้านอาหารสร้างสรรค์ พร้อมให้บริการทุกคนแล้วที่ ทีซีดีซี คอมมอนส์ ครีเอทีฟ ฟู้ด ชั้น 3, มันมัน ศรีนครินทร์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.

10/06/2026


The Art of Toy Story 4

“You’ve got a friend in me, you’ve got a friend in me”
ก็นายมีฉันเป็นเพื่อน จะเป็นเสมือนคู่ใจ

ชวนสำรวจเรื่องราวของเหล่า ‘ของเล่น’ ที่มีความรู้สึกและมีชีวิตอยู่อย่างลับ ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงวงการแอนิเมชัน (Animation) ไปตลอดกาล ผ่าน ‘The Art of Toy Story 4’ หนังสือภาพศิลปะที่นำเสนอตั้งแต่ภาพร่าง แนวคิดการออกแบบตัวละคร กระบวนการสร้างแอนิเมชัน สตอรี่บอร์ด สคริปต์สี ไปจนถึงบทสัมภาษณ์พิเศษของทีมงานเบื้องหลัง

โดยเราจะได้เห็นภาพร่างและแนวคิดที่ถูกออกแบบใหม่สำหรับการหวนกลับมาในรอบ 20 ปี ของ ‘โบ ปี๊บ’ (Bo Peep) ตัวละครตุ๊กตากระเบื้องผู้เป็นแฟนสาวของ ‘วู้ดดี้’ (Woody) ที่ถูกเปลี่ยนลุคจากสาวหวานสวมหมวกกันแดดกับเดรสสีชมพูทรงสุ่ม มาเป็นผูกริบบิ้นและสวมชุดกางเกงขายาวที่ดูทะมัดทะแมง พร้อมรับมือกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิม อีกทั้งเป็นการบ่งบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ ‘ตัวละครหญิง’ อย่างเธอ จะได้ขึ้นมามีบทบาทสำคัญขึ้น เช่นเดียวกับกระแสสังคมในช่วงหลายปีนี้

อีกทั้งพาไปรู้จักกับความเป็นมาของ ‘ฟอร์คกี้’ (Forky) คาแรกเตอร์ส้อมพลาสติกขวัญใจมหาชน ที่ไม่ได้ถูกออกแบบด้วยภาพวาดตามกระบวนการดั้งเดิม แต่เป็นการให้ทีมงานมาร่วมทำกิจกรรม ‘Forkshop’ ภายใต้แก่นของการทำงานประดิษฐ์ (craft project) โดยพวกเขาจะได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ต่าง ๆ จากวัสดุ ก่อนที่ Albert Lozano ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และนักออกแบบตัวละครของ Pixar จะถ่ายภาพผลงานแต่ละชิ้นแล้วนำมาออกแบบต่อ โดยใช้ภาพสเก็ตช์ต้นฉบับของ Josh Cooley และ John Lasseter เป็นแรงบันดาลใจ

ซึ่งแนวคิดการออกแบบตัวละครดังกล่าวอย่าง ‘การมองเห็นคุณค่า’ ของของเล่นหรือข้าวของเครื่องใช้ ก็ได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญในภาคนี้ด้วย กล่าวคือ สิ่งของต่าง ๆ ไม่เคยมีอยู่อย่างสูญเปล่า บางครั้งเราอาจไม่เห็นถึงคุณค่าของมันในวันที่มันเก่าไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเพื่อนเราในยามเหงาและเติมเต็มความสนุกในช่วงเวลาต่าง ๆ

สามารถติดตามรายละเอียดหนังสือ The Art of Toy Story 4 เพิ่มเติมได้ที่ >>> https://library.tcdc.or.th/record/view/b00051214

🎨 TCDC COMMONS Visual Arts แหล่งรวมองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์และภาพถ่าย 🎨
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel. 02 321 2288

Photos from TCDC Commons MunMun Srinakarin's post 03/06/2026

The New Narrative: Moving Image Showcase
ตลอดเดือนมิถุนายนนี้

พบกับผลงาน Moving Image ภายในห้องสมุดเฉพาะด้านทัศน์ศิลป์
“Here, There, And Then”
โดย Masako Asavaprapha

“เรื่องนี้เป็นของ…”
โดย จุฑาพิชญ์ อุสาหะ

“ภูเขาคำราม”
โดย ภพวรัท มาประสพ และ ชนม์ชนก ธนัสทีปต์วงษ์

จัดแสดง 1 - 28 มิถุนายน 2569
TCDC COMMONS Visual Arts ชั้น 3 มันมัน ศรีนครินทร์
เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 18.30 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
💬 Inbox เพจ TCDC COMMONS MunMun Srinakarin
💚 Line OA:
🤙 Tel. 02 321 2288

02/06/2026

#รู้หรือไม่?
วันที่ 2 มิถุนายน ของทุก ๆ ปี คือ ‘วันส้มตำสากล’ (International Somtum Day) ซึ่งนานาชาติต่างให้การยอมรับและยกย่องว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ครบรสทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน ในจานเดียวกัน⠀

อย่างไรก็ตาม ‘ส้มตำมะละกอ’ ไม่ใช่อาหารดั้งเดิมของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ หรือแม้แต่ประเพณีลาวลุ่มน้ำโขงรวมอีสาน เพราะมะละกอไม่ใช่พืชพื้นเมือง ทว่าถูกค้นพบโดย ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ ขณะเดินเรือสำรวจอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับ ‘พริก’ และ ‘มะเขือเทศ’ ก่อนจะกระจายไปทั่วยุโรปและเดินทางเข้ามาสู่เอเชีย

โดยสมมติฐานเกี่ยวกับการเข้ามาของ ‘มะละกอ’ ในไทยนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวคิด ได้แก่
(1) ชาวโปรตุเกสได้นำพันธุ์พืชชนิดนี้มาปลูกที่มะละกา (ประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน) จากนั้นจึงเข้ามาในไทยผ่านทางภาคใต้ สมัยราว ๆ รัตนโกสินทร์ตอนต้น และเรียกชื่อว่า มะละกอ (มีบันทึกว่าคนสมัยก่อนอาจออกเสียงคำว่า มะละกา เพี้ยนเป็น มะละกอ)

(2) คาดว่ามะละกอเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เพราะในเอกสารของ ‘ซีมง เดอ ลา ลูแบร์’ เอกอัครราชทูตซึ่งเข้ามาทูลพระราชสาส์นเจริญสัมพันธ์ไมตรี ณ สยามประเทศ มีการบันทึกเกี่ยวกับผลมะละกอ ซึ่งชาวสยามขณะนั้นเรียกว่า ‘แตงไทย’ (melon)

#การปรากฏตัวของส้มตำในตำราอาหารไทย
หากสืบค้นจากตำราอาหารไทยยุคบุกเบิก ซึ่งเป็นรากฐานให้กับตำราอาหารในยุคต่อ ๆ มาอย่าง ‘แม่ครัวหัวป่าก์’ โดย ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (พ.ศ. 2451) นั้น ไม่ปรากฏว่ามีสูตรอาหารที่ชื่อว่า ‘ส้มตำ’ เลย มีเพียงอาหารที่ใกล้เคียงกันในชื่อว่า ‘ปูตำ’ ซึ่งใช้มะขามเป็นส่วนผสมหลัก แต่ไม่ใส่มะละกอ

ขณะที่ ‘ตำหรับสายเยาวภา’ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท (พ.ศ. 2478) ได้ปรากฏ ‘ข้าวมันส้มตำ’ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ ข้าวมันหุงด้วยกะทิและส้มตำ โดยใช้มะละกอเป็นหลัก ทั้งยังมีกุ้งแห้งกับถั่วลิสงป่น และปรุงรสชาติแบบนุ่มนวล ไม่จัดจ้าน ค่อนข้างไปทางหวานนำ ซึ่งส่วนผสมมีความแตกต่างไปจากสูตรของชาวอีสาน

#แล้วคนไทยมีอาหารที่เรียกว่าส้มตำกินกันตอนไหน
หนึ่งในสมมติฐานที่น่าสนใจคือ ‘การสร้างทางรถไฟหลังสมัยรัชกาลที่ 5’ ที่ได้ทำให้ ‘มะละกอ’ เดินทางไปสู่ถิ่นอีสาน จากเดิมที่คนอีสานมี ‘ตำส้ม’ ทานกันอยู่ก่อนแล้ว (ส้ม ในภาษาลาวแปลว่า เปรี้ยว) โดยการเอาผักหญ้าหรือผลไม้อะไรก็ได้ไม่จำกัด มาโขลกรวมกับเครื่องปรุงที่มีรสเปรี้ยวนำ เช่น ส้มมะขาม ส้มมะนาว หรือก้นมดแดง ก็เปลี่ยนมาเป็นใส่มะละกอไปเป็นวัตถุดิบหลัก แทนที่ของผักผลไม้พื้นถิ่นเหล่านั้น เป็นที่มาของการเรียกส้มตำว่า ‘ตำบักหุ่ง’

ต่อมาเมื่อเกิดการอพยพย้ายถิ่นของชาวอีสานเข้ามาทำกินในกรุงเทพฯ วัฒนธรรมการบริโภคของพวกเขาจึงติดตามมาด้วย ก่อนจะพลิกแพลงสูตรไปหลากหลายรูปแบบ ทั้งเติมปลาร้าหรือปูเค็มเพื่อความนัว ตลอดจนใส่ข้าวโพดเพื่อความหวาน จนเกิดความนิยมอย่างรวดเร็วในสังคม กลายเป็นเมนูขวัญใจทั้งคนไทยและต่างชาติ


‘มะละกอ’ ถือเป็นหัวใจหลักของการทำส้มตำ การที่ส้มตำจะอร่อยหรือไม่อร่อยนั้น ต้องดูทั้งความกรอบ ความสด ไปจนถึงวิธีการเตรียมเส้นเลยทีเดียว

โดย ‘มะละกอขูด’ จะเป็นวิธีการเตรียมเส้นที่สะดวกและรวดเร็ว แถมยังได้ปริมาณมาก ทว่าการใช้ที่ขูดจะทำให้เซลล์ของมะละกอถูกฉีกออกเป็นแนวกว้าง ส่งผลให้น้ำในมะละกอออกมาเจือจางน้ำยำ และเส้นมะละกอสูญเสียความกรอบไป ยิ่งถ้าขูดทิ้งไว้นานก็ยิ่งเฉาเร็ว

ขณะที่ ‘มะละกอสับ’ เซลล์จะไม่ถูกฉีก แต่จะเป็นการสร้างรอยร้าวเล็ก ๆ ซึ่งช่วยดูดซึมน้ำยำเข้าไป ทำให้กัดเข้าไปแล้วยังสัมผัสถึงเส้นที่กรอบและมีน้ำยำซึมทุกอณู ยิ่งไปกว่านั้น การสับจะทำให้ได้เส้นมะละกอที่ไม่สม่ำเสมอกัน ทำให้รู้สึกถึงสัมผัสที่หลากหลายในทุกคำที่เคี้ยว

///
ขอบคุณข้อมูลจาก
t.ly/8U-ji
t.ly/GD58M
t.ly/2BVuz
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2560). อาหารไทย มาจากไหน? (พิมพ์ครั้งที่ 2). นาตาแฮก.
ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์. (2560). DIY ส้มตำ: ส้มตำทำเอง. แสงแดด.

📚 TCDC COMMONS Creative Food ห้องสมุดอาหารสร้างสรรค์ 📚
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งปัญหาได้ที่ Tel. 02 321 2288

#ส้มตำ #วันส้มตำสากล

28/05/2026

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของการทำเนย: จากอุตสาหกรรมนม สู่การสร้างแรงโน้มถ่วงจำลอง

เมื่อ 2-3 เดือนก่อน Project Hail Mary ภาพยนตร์แนวไซไฟ (Sci-Fi) เรื่องราวของครูสอนวิทยาศาสตร์ที่จู่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศ พร้อมภารกิจกอบกู้โลกจากวิกฤตดวงอาทิตย์ดับแสง ได้เข้ามาสร้างความตื่นตาตระการใจให้กับผู้ชมมากมายด้วยแสงสีและภาพของจักรวาล แถมยังผสมผสานความอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์เข้ากับมิตรภาพสุดซึ้งได้อย่างลงตัว

ทว่าหนึ่งในฉากน่าสนใจที่เป็นจุดตั้งต้นของบทความนี้ มาจากบทสนทนาสั้น ๆ ตอนที่ตัวละครเสนอให้สร้างแรงโน้มถ่วงเทียมให้กับยาน ด้วยหลักการแบบ ‘Centrifuge’ ก่อนจะเสริมต่ออย่างครูวิทย์ช่างจ้อว่า “มันใช้ทำเนยในช่วง Civil War ด้วยนะ เป็น fun fact น่ะ” เพราะมันทำให้อดสงสัยไม่ได้เลยว่า เนยในอดีตถูกทำขึ้นอย่างไร? และเครื่องหมุนเหวี่ยงเกี่ยวอะไรกับมันกันแน่?

#ต้นกำเนิดและความเป็นมา
ว่ากันว่า ‘เนย’ เกิดขึ้นจากความบังเอิญ เมื่อชายชนเผ่าเร่ร่อนเบดูอินได้ออกเดินทางและนำกระเพาะอาหารของแพะ (บางแหล่งกล่าวว่าใช้หนังแกะ) มาทำเป็นภาชนะไว้สำหรับบรรจุ ‘น้ำนม’ แล้วผูกติดไว้ที่ด้านหลังอูฐ เพื่อเป็นเสบียงระหว่างการเดินทาง ทว่าเมื่อเขาจะยกนมขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย ก็กลับต้องประหลาดใจเพราะได้พบกับ ‘ก้อนนม’ แทน เขาพบว่าน้ำนมที่ถูกบรรจุไว้ในภาชนะนั้น ได้รับความร้อนจากอากาศในทะเลทราย อีกทั้งถูกเขย่าตลอดระยะทาง ส่งผลให้เอนไซม์เรนนิน (Rennin) ในกระเพาะสัตว์ ไปแยกน้ำและไขมันในนมออกจากกัน จนมันเกาะตัวกันกลายเป็น ‘เนยสด’ นั่นเอง

โดยการทำเนยในอดีตจะใช้เครื่องปั่นเนยแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเพียงถังไม้ที่มีลูกสูบอยู่ข้างใน และต้องใช้มือหมุนหรือกวน (Churning) ด้วยความเร็วสูง จนไขมันนมรวมตัวกันเป็นมวลที่ข้นขึ้น และเริ่มจับตัวเป็นก้อน กระทั่ง เห็นว่าเริ่มมีของเหลวแยกตัวออกมา จึงนำไปล้างน้ำเย็นและนวดจนได้เนื้อที่เนียนแน่นก่อนจะบรรจุลงภาชนะ

#แล้วหลักการแบบ ‘Centrifuge’ เกี่ยวข้องกับการทำ ‘เนย’ ยังไง?
‘เครื่องเหวี่ยงแยกสาร’ (Centrifuge) เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้สำหรับแยกสารหรืออนุภาคต่าง ๆ ออกจากกันตามความหนาแน่นและมวลของมัน ด้วยการใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal force) ในอัตราความเร็วสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้นักวิจัยสามารถทำการทดลองได้อย่างแม่นยำ ทว่ามีบทบาทสำคัญในหลายอุตสาหกรรมและการประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวัน

โดยแนวคิดเรื่อง ‘แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง’ นั้นถูกศึกษาและอธิบายมาตั้งแต่หลายศตวรรษก่อน นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1707 เมื่อ Benjamin Robins วิศวกรทหารชาวอังกฤษ ได้พัฒนาเครื่องจักรแบบแขนหมุนอย่างง่าย ๆ ขึ้นมาเพื่อทดสอบแรงต้านอากาศสำหรับกองทัพอังกฤษ ซึ่งเป็นรากฐานให้ พี่น้องตระกูล Prandtl (ค.ศ. 1864-1867) ได้พัฒนาต่อยอดจนสามารถคิดค้นเครื่องเหวี่ยงแยกสารสำหรับผลิตภัณฑ์นม โดยใช้กลไกหมุนด้วยมือเพื่อแยกครีมออกจากนมเป็นเครื่องแรก ๆ ของโลก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1877 Gustaf de Laval นักประดิษฐ์ชาวสวิสฯ จึงได้พัฒนาเครื่องแยกนมแบบแรงเหวี่ยงด้วยไอน้ำที่ความเร็ว 4,000 รอบ/นาที ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ มิหนำซ้ำ เขายังเป็นผู้คิดค้น ‘หัวฉีดเดอลาวาล’ (de Laval nozzle) ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบชับเคลื่อนเจ็ตและเครื่องยนต์จรวดจนถึงปัจจุบัน

ด้วยหลักการเดียวกันนี้เทคโนโลยีการหมุนเหวี่ยง จึงได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของทั้งห้องทดลองวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมแพทย์ อุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ไปจนถึงเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่อย่างการ ‘สร้างแรงโน้มถ่วงจำลอง’ ด้วยการทำให้ยาน ‘เร่ง’ ต่อเนื่องเป็นวงกลมด้วยการ ‘หมุน’ (Centrifuge) ดังที่ปรากฏเป็นกลไกที่ใช้กับยาน Hail Mary นั่นเอง

บอกได้เลยว่า "Amaze, amaze, amaze" 👎👎👎


‘เนยสด’ ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงแรกนั้น ไม่ได้ทำมาจากนมวัวเหมือนในปัจจุบัน หากแต่มาจากนมของสัตว์อื่น ๆ เช่น จามรี อูฐ แกะ แพะ และกวางเรนเดียร์ ซึ่งมีแคโรทีน (Carotene) หรือสารรงควัตถุ (Pigment) ที่ให้สีเหลือง ส้ม แดง น้อยกว่าในนมวัว จึงทำให้เนยที่ทำจากน้ำนมของสัตว์เหล่านั้นมีสีอ่อนกว่า แตกต่างจากเนยสีเหลืองที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน

📚 TCDC COMMONS Creative Food ห้องสมุดอาหารสร้างสรรค์ 📚
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งปัญหาได้ที่ Tel. 02 321 2288

Photos from TCDC Commons MunMun Srinakarin's post 25/05/2026



TCDC COMMONS MunMun Srinakarin ชวนทุกคนเจาะลึกประวัติศาสตร์อาหารไทยที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ ไปกับกิจกรรม ‘Taste the Past: อ่านรสอดีต ชุบชีวิตตำรับโบราณ’ งานนี้ได้คุณดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ Food Stylist และนักประวัติศาสตร์อาหารไทย มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังสำรับไทย ตั้งแต่ที่มา อิทธิพลจากต่างวัฒนธรรม ไปจนถึงเสน่ห์ของตำราอาหารโบราณที่เต็มไปด้วยรายละเอียดชวนค้นหาก่อนพาทุกคนเข้าครัวท้าทายสกิลการทำอาหารแบบจัดเต็ม

[ล้อมวงเสวนา ถอดรหัสความเป็นมาของอาหารไทย]

เปิดฉากกิจกรรมด้วยวงเสวนาสุดเข้มข้น กระตุกต่อมความคิด กับการนิยามอาหารไทย ที่คุณดวงฤทธิ์บอกเล่าเรื่องราวไว้อย่างน่าสนใจว่า เอกลักษณ์ของอาหารไทย คือการกินข้าวเป็นหลัก แล้วรายล้อมด้วยสำรับเครื่องเคียงสารพัดอย่าง ทั้งเมนูต้ม ผัด แกง ทอด ยำ หรือน้ำพริก ซึ่งในอดีตกรรมวิธีไม่ได้ซับซ้อน ผนวกกับใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ง่าย แต่ล้วนรังสรรค์ออกมาได้ครบรส

ฉุกคิดกับคำถามใกล้ตัวที่ว่า ‘เมนูคุ้นลิ้นทุกวันนี้ใช่อาหารไทยแท้จริงหรือ’ อย่าง ‘แกงมัสมั่น’ ที่หลายคนชื่นชอบนั้นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเปอร์เซีย ก่อนจะถูกปรับให้เข้ากับลิ้นชาวไทยด้วยการใช้กะทิแทนครีมสด หรือ ‘หมี่กรอบ’ วัตถุดิบหลักอย่างเส้นหมี่ที่มีต้นทางมาจากจีน ก่อนค่อยๆ ถูกดัดแปลงรสชาติให้ถูกปากคนไทย จนกลายเป็นอาหารชาววังในเวลาต่อมา

นอกจากเรื่องรสชาติ วิทยากรยังพาไปสำรวจรายละเอียดเล็กๆ ในสำรับไทยที่หลายคนอาจไม่เคยสังเกต ตั้งแต่เหตุผลที่คนสมัยก่อนนิยมหั่นเนื้อสัตว์เป็นชิ้นเล็กพอดีคำ ไปจนถึงงานแกะสลักผักผลไม้ที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงาม บ้างมองว่าเพื่อกลบข้อบกพร่องของวัตถุดิบ บ้างก็ว่าเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น และบางคนก็มองว่าเป็นความประณีตสมฐานะเครื่องเสวยในราชสำนัก

แม้แต่ภาชนะก็ยังสะท้อนวิธีคิดของผู้คนในอดีตได้อย่างน่าสนใจ เช่น ถ้วยชามเคลือบสีขาวมักใช้ใส่แกงเพื่อกลบคราบมัน จานชามเครื่้องแก้วเหมาะกับเมนูลอยแก้วและผลไม้เพื่อเพิ่มความสดชื่น ขณะที่เครื่องเงินในราชสำนักไม่ได้มีไว้เพื่อความงามเท่านั้น เพราะหากอาหารมีสารพิษเจือปน ก็จะเปลี่ยนเป็นคราบดำทันที

อีกหนึ่งประเด็นที่เรียกเสียงสนใจจากผู้เข้าร่วมได้ไม่น้อย คือเรื่อง ‘สูตรอาหาร’ ในอดีตคนครัวส่วนใหญ่มักหวงสูตรประจำตระกูลทำให้อาหารแต่ละบ้านต่างมี ‘รสมือ’ เฉพาะตัว ซึ่งต้องอาศัยการกะปริมาณและปรุงไปชิม กระทั่งท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ เริ่มนำระบบชั่งตวงวัดจากตำราอาหารยุโรปมาปรับใช้ทำให้มาตรฐานรสชาติอาหารคงที่ขึ้น

ก่อนปิดจบเสวนาด้วยบทสนทนาสุดพิเศษกับคุณเปอร์เช่-ฌัญฌิรันด์ ตั้งสุทธิธรรม ศิษย์เก่าวิทยาลัยในวังหญิง ที่มาร่วมเล่าชีวิตและหลักสูตรการเรียนภายในรั้ววัง ซึ่งไม่ได้มีเพียงวิชาทำอาหาร แต่ยังรวมถึงศาสตร์งานฝีมืออีกหลายแขนง ทั้งการแกะสลัก ปัก ถัก ร้อยมาลัย ที่อาศัยความละเอียดอ่อนสูงและเริ่มเลือนหายไปแล้วในปัจจุบัน


[ปลุกเมนูที่หลับใหลในตำราโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง]

หลังจบเสวนา ทีมงานก็เริ่มแจกโจทย์ให้ผู้เข้าร่วมได้ลองสวมบทเป็นเชฟอาหารไทยมือฉมัง ที่ต้องแบ่งกลุ่มกันเพื่อทำสองเมนูโบราณ อย่าง ‘นั่งไข่’ จาก ‘ตำราแม่ครัวหัวป่าก์’ และ ‘ผีเสื้อน้ำ’ จาก ‘ตำรากับเข้า’ ที่เพียงได้ยินชื่อก็ชวนให้งุนงง เพราะนอกจากไม่คุ้นหูแล้ว ยังไม่มีภาพอ้างอิงที่ชัดเจน แถมสูตรยังไม่มีอัตราส่วนตายตัว ตามสไตล์ตำราอาหารโบราณ

งานนี้ความคลุมเครือที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรคกลับกลายเป็นความสนุก เมื่อทุกคนต้องช่วยกันตีความสูตรอาหารในตำรา อาศัยการกะปริมาณ ปรุงไปชิมไป ประกอบกับคำแนะนำจากวิทยากรทั้งสองท่านอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วิธีจัดการวัตถุดิบ ไปจนถึงเทคนิคการปรุงให้ออกมาครบรส และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในทุกๆ จาน

ช่วงท้ายของกิจกรรมวงสนทนาเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างมีอรรถรส โดยแต่ละกลุ่มได้นำเสนอจานอาหารของตัวเอง พร้อมแบ่งปันวิธีคิดและการตีความสูตรที่แตกต่างกันออกไป แม้จะใช้ตำราเดียวกัน แต่หน้าตา รสชาติ และรายละเอียดของแต่ละจานต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของตัวเอง

กิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ได้ให้เพียงคำตอบว่า ‘อาหารโบราณหน้าตาเป็นอย่างไร’ หากชี้ให้เห็นว่า อาหารจานหนึ่งคือผลลัพธ์ของการเดินทางอันยาวนาน ทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความทรงจำ รสนิยม และการตีความของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ที่ส่งต่อรสชาติจากอดีตมาถึงปัจจุบันอย่างลงตัว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
💬 Inbox เพจ TCDC COMMONS MunMun Srinakarin
💚 Line OA:
🤙 Tel. 02 321 2288
#อาหารไทยโบราณ #ตำราอาหาร #อาหารชาววัง

20/05/2026


FOOD NOTE จอมโหดกระทะเล็ก

เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก อากาศแปรปรวนแบบนี้จะออกไปไหนหรือหาอะไรกินข้างนอกก็ลำบาก

จะอากาศแบบไหนก็ไม่ต้องกลัว! ถ้ามี ‘FOOD NOTE จอมโหดกะทะเล็ก’ คู่มือสอนทำอาหารสำหรับกุ๊กมือใหม่ ด้วยวัตถุดิบใกล้ตัวสุดพื้นฐาน เช่น ไข่ ข้าว เส้น ขนมปัง สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ที่บ้าน แม้จะไม่มีสกิลการทำอาหารเลยก็ตาม

ผลงานร่วมสร้างของ ‘malimali’ สาวนักออกแบบผู้มีใจรักในการทำอาหาร ชอบขลุกอยู่ในครัวคลุกกับข้าวมากกว่าขีดเขียนพิมพ์เขียว มาพร้อมภาพประกอบชวนหิวจาก ‘แชมป์—ทีปกร วุฒิพิทยามงคล’ นักเขียน นักวาดการ์ตูน และผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER

ภายในเล่มประกอบด้วยสารพัดเมนู ‘กินกันตาย’ อย่างมีสไตล์และไม่สิ้นคิด ตั้งแต่ไข่กระทะ ข้าวไข่พระอาทิตย์ สปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศ ขนมปังกระเทียม เฟรนช์โทสต์ มินิพิซซ่า ไปจนถึงคานาเป้

พร้อมสอดแทรกเทคนิค ความรู้ และไอเดียต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุง การเลือกใช้ภาชนะ ทั้งในแง่ของรูปทรง ลวดลาย กระทั่งวัสดุ ตลอดจนหลักการถ่ายรูปอาหารอย่างง่าย ด้วยปัจจัยหลัก 5 ประการ ได้แก่ องค์ประกอบ ผ้า ตุ๊กตา (พรอพประกอบฉาก) สัดส่วน และแสง เพื่อให้ภาพออกมาสวยงามก่อนนำไปอวดเพื่อนให้หิวตาลายไปตาม ๆ กัน

สามารถติดตามรายละเอียดหนังสือ FOOD NOTE จอมโหดกระทะเล็ก เพิ่มเติมได้ที่
>>> https://library.tcdc.or.th/record/view/b00049157

พบกับหนังสือและองค์ความรู้ด้านอาหารสร้างสรรค์ พร้อมให้บริการทุกคนแล้วที่ TCDC COMMONS Creative Food, ชั้น 3 MunMun Srinakarin เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.

13/05/2026


Coffee rush: กาแฟด่วน ป่วนคาเฟ่

เมื่อคาเฟ่สุดชิลล์กลายเป็นสมรภูมิรบของบาริสต้ากับกาแฟนับพันแก้ว

ชวนทุกคนมาสวมบทนักชงมือทองใน ‘Coffee Rush’ บอร์ดเกมสุดป่วนที่จะพาคุณไปสัมผัสความแสนสาหัสของชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งคุณจะต้องใช้ความไวและไหวพริบจัดการกับออเดอร์ที่เด้งขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน

ในเกมนี้ คุณต้องรีบช่วงชิงวัตถุดิบที่มีบนกระดานเพื่อเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ทันเวลาด้วย เพราะหากชักช้าไม่ทันการคุณจะได้ ‘การ์ดลงโทษ’ เมื่อได้รับการ์ดครบ 3 ใบ หรือการ์ดออเดอร์หมดลง เกมจะจบทันที และผู้ที่มีคะแนนมากที่สุดจะถือเป็น ‘สุดยอดบาริต้า’ ประจำคาเฟ่แห่งนี้ไปครองได้เลย


ก่อนคาเฟ่จะกลายเป็นจุดเช็คอินถ่ายรูปสวยๆ อย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่เปิดกว้างให้คนทุกชนชั้นมาแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างเสรี จนกลายเป็นรากฐานการขับเคลื่อนสังคม วัฒนธรรม และการเมืองโลกมาแล้ว

วัฒนธรรมนี้เริ่มขึ้นในจักรวรรดิออตโตมันราวศตวรรษที่ 15 เมื่อ ‘โรงกาแฟ’ กลายเป็นศูนย์กลางสังคมที่แลกเปลี่ยนบทสนทนา ผ่านดนตรี หมากรุก และข่าวสาร แม้จะเคยถูกผู้มีอำนาจสั่งปราบปรามเพราะกลัวการบ่มเพาะความคิดขัดแย้งกับอำนาจรัฐและหลักศาสนา ถึงอย่างนั้นโรงกาแฟก็ยังคงได้รับความนิยมและแพร่กระจายยุโรปราวศตวรรษที่ 17

ในลอนดอน ร้านกาแฟถูกขนานนามว่า ‘มหาวิทยาลัยเพนนี’ (Penny University) เพราะเพียงจ่ายค่ากาแฟ 1 เพนนี ก็สามารถเข้าถึงบทสนทนาเข้มข้นระดับปราชญ์ได้ ส่วนในฝรั่งเศสร้านกาแฟกลายเป็นแหล่งเพาะบ่มแนวคิดเสรีนิยมและแผนการปฏิวัติทางการเมืองของเหล่านักคิดและนักปฏิวัติ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์

ส่วนในไทยเองก็มี ‘สภากาแฟ’ ที่เป็นเหมือนจุดนัดพบของเหล่าชาวบ้านที่มานั่งพักและพูดคุยในหลากหลายเรื่องราว ดังนั้น ร้านกาแฟจึงไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับดื่มด่ำกับรสชาติเท่านั้น แต่ยังคงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการส่งต่อเรื่องราว แรงบันดาลใจ และไอเดียใหม่ๆ มาทุกยุคสมัยนั้นเอง

จำนวนผู้เล่น: 2–4 คน
ระยะเวลา: 30-40 นาที
อายุ: 8+

สามารถติดตามรายละเอียดบอร์ดเกม Coffee rush เพิ่มเติมได้ที่
>>> https://library.tcdc.or.th/record/view/b00056409

พบกับหนังสือและองค์ความรู้ด้านอาหารสร้างสรรค์ พร้อมให้บริการทุกคนแล้วที่ ทีซีดีซี คอมมอนส์ ครีเอทีฟ ฟู้ด ชั้น 3, มันมัน ศรีนครินทร์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.

#บอร์ดเกม

08/05/2026

[Workshop] ‘Taste the Past: อ่านรสอดีต ชุบชีวิตตำรับโบราณ’

เคยไหม? ได้ยินชื่อเมนูโบราณ แล้วไม่รู้จักหรือนึกภาพตามไม่ออกว่ามันหน้าตาเป็นยังไง
หรือเคยสงสัยไหมว่า ชาวบ้านและชาววังสมัยก่อน นิยมกินอะไรกันในชีวิตประจำวัน?

TCDC COMMONS MunMun Srinakarin ร่วมกับ คุณดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ Food Stylist และนักประวัติศาสตร์อาหารไทย ชวนคุณมาตามหา ‘รูปลักษณ์’ และ ‘รสชาติ’ ของตำรับโบราณ ผ่านบทสนทนาที่ไล่เรียงตั้งแต่รากฐานความเป็นมา รสนิยมในอาหารชาววัง ตลอดจนการรับอิทธิพลจากต่างชาติที่สะท้อนผ่าน ‘ตำราอาหาร’

ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าครัวเพื่อลงมือออกแบบหน้าตาสูตรเก่าร้อยปี ให้เป็นจานใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยได้เห็น พร้อมคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากวิทยากร และ คุณเปอร์เช่—ฌัญฌิรันด์ ตั้งสุทธิธรรม ศิษย์เก่าวิทยาลัยในวังหญิง (พระบรมมหาราชวัง)

📌 วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 - 15.30 น.
ณ ทีซีดีซี คอมมอนส์ ห้อง Creative Food ชั้น 3, มันมัน ศรีนครินทร์

เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันนี้ - 19 พ.ค. 2569 (หรือจนกว่าจะเต็ม)
https://forms.gle/SsVHnaWSgDPinG5w5
จำกัดจำนวนเพียง 12 ท่าน เท่านั้น!!

ผู้สมัครจะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ด้วยเบอร์ 02-321-2288
และจะได้รับกำหนดการทางอีเมลที่ท่านระบุไว้ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

⚠️ หมายเหตุ
- กิจกรรมมีการเก็บค่ามัดจำเข้าร่วม จำนวน 300 บาท (สามารถรับคืนได้หลังจบกิจกรรม)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
💬 Inbox เพจ TCDC COMMONS MunMun Srinakarin
💚 Line OA:

06/05/2026


เครื่องฉายคลาสสิค

ค้นพบความมหัศจรรย์ของกลไกสิ่งประดิษฐ์ย้อนยุค ตื่นตาตื่นใจกับแสงเงาบนผืนผ้าใบ ไปกับหนังสือ ‘เครื่องฉายคลาสสิค’ ชวนคุณสำรวจวิวัฒนาการของเครื่องฉายและการรับชมภาพในอดีตก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์บนหน้ากระดาษที่บันทึกมรดกทางวัฒนธรรมของไทยไว้อย่างประณีต เจาะลึกถึงต้นกำเนิดของความบันเทิงในสยาม ผ่านเนื้อหาที่แบ่งหมวดหมู่ตามลำดับความเป็นมาของเครื่องฉายไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมอัดแน่นไปด้วยภาพประกอบของ ‘เครื่องแสดงภาพแบบโบราณ’ ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน อาทิ ‘เครื่องฉายภาพกระจก’ ที่ต้องอาศัยฝีมือจากช่างชั้นสูงในการบรรจงสร้างสรรค์ภาพลงบนแผ่นกระจกทีละแผ่น หรือ ‘เครื่องฉายหนังมือหมุน’ เผยให้เห็นความพยายามแรกเริ่มของมนุษย์ในการทำให้ภาพนิ่งดูขยับได้ราวกับมีชีวิต ดูเป็นเทคนิคเรียบง่าย ทว่ากลับสร้างความตะลึงให้ผู้ชมในยุคนั้นได้อย่างมาก

มากกว่าเรื่องกลไกของเครื่องมือ คือ ‘คน’ และ ‘วัฒนธรรม’ ที่สอดแทรกมาระหว่างบท เช่น เรื่องราวของ ‘หนังตะลุงตาป่วน เพชรบุรี’ สะท้อนให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้แสงเงาในศิลปะท้องถิ่น ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ดูทั้งละครเงา และหนังกลางแปลง ไปพร้อมๆ กัน หรือ การกล่าวถึงบทบาทสำคัญของคุณ ‘โดม สุขวงศ์’ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์แห่งวงการหนังไทย ผู้ก่อตั้งและผลักดันให้เกิด ‘หอภาพยนตร์’ สถานที่รวบรวม เก็บรักษา และจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าว่าอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานหรือมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เป็นเหมือนบันทึกที่ถ่ายทอดจินตนาการผ่านลำแสงในมุมมืดของแต่ละยุคสมัย ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ และเทคโนโลยีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คอประวัติศาสตร์และคนรักของสะสมไม่ควรพลาด ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้แล้วที่ https://library.tcdc.or.th/record/view/b00040686

เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel. 02 321 2288
#เครื่องฉาย #ของสะสม #ประวัติศาสตร์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


แขวง หนองบอน เขต ประเวศ
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 19:00
อังคาร 11:00 - 19:00
พุธ 11:00 - 19:00
พฤหัสบดี 11:00 - 19:00
ศุกร์ 11:00 - 19:00
เสาร์ 11:00 - 19:00
อาทิตย์ 11:00 - 19:00