D ad&imc

D ad&imc

แชร์

ad, imc, brand, consumer, marketing, creative, digital, communication, etc. Contact: Mr.Dusadee Nildum ad&imc@SSRU เรื่องที่คนสนใจงานโฆษณาและสื่อสารการตลาดควรรู้

23/06/2026

การเล่นคำสุดฉลาด (The Ultimate Wordplay) แฟนบอลจีนเรียก Declan Rice ว่า "ต้าหมี่" (ข้าวใหญ่) ส่วนแบรนด์ Xiaomi แปลว่า "เสียวหมี่" (ข้าวเล็ก)

​ทีมการตลาดจึงใช้สโลแกนสุดกวนในเเคมเปญว่า "ข้าวใหญ่รักข้าวเล็ก" เพื่อเปิดตัวดีลนี้บนโซเชียลมีเดียจีน ซึ่งเป็นการตลาดท้องถิ่นที่ชาญฉลาดมากครับ

​Xiaomi แต่งตั้ง Declan Rice เป็น "Experience Officer" สำหรับรถ SUV ไฟฟ้า รุ่น YU7 ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่กำลังจะนำไปบุกตลาดโฟกัสยุโรป

​การเลือก ไรซ์ เพราะเขาเป็นนักเตะพรีเมียร์ลีกระดับท็อป และมีภาพลักษณ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์หรูหรา (เช่น งานที่ทำกับ Prada, Adidas) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือระดับพรีเมียมให้รถยนต์ Xiaomi ในยุโรปได้ทันที

​ปัจจุบัน อาร์เซนอลมีสัญญาสปอนเซอร์รถยนต์กับ MG Motor อยู่จนถึงจบฤดูกาล 2026/27
​หลังจากหมดสัญญานั้น หากประจวบเหมาะกับช่วงที่ Xiaomi รุกตลาดรถในยุโรปพอดี การที่ ไรซ์ เป็นพรีเซนเตอร์หลักอยู่แล้ว อาจนำไปสู่ ดีลใหญ่ระดับสโมสรระหว่าง Xiaomi x Arsenal ได้อย่างราบรื่นและสมเหตุสมผล

​ดีลนี้คือการตลาดระดับ 10/10 ที่ทีมงานของ ไรซ์ เลือกจับมือกับแบรนด์จีนได้อย่างถูกจังหวะ ได้ทั้งกระแสไวรัลจากการเล่นคำ และเปิดประตูสู่มูลค่าทางธุรกิจมหาศาลในอนาคตครับ

23/06/2026

คำถามที่คนทำงานสร้างสรรค์อาจต้องตอบให้ได้ คือเราเป็นคนทำงานแบบไหนกันแน่ แบบที่ AI แทนได้ง่าย หรือแบบที่ยังควรถูกจ้าง เพราะมองเห็นโจทย์ที่เครื่องมือมองไม่เห็น เมื่อ Claude, Gemini, ChatGPT และ Grok สร้างภาพ วิดีโอ เขียนโค้ด และทำงานอีกหลายอย่างได้ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ AI จะมาแทนมนุษย์หรือไม่ แต่คือมนุษย์ยังเหลือหน้าที่อะไรในงานสร้างสรรค์

ก่อนพบกันที่ World Creative Review 2026 วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ศิวะภาค เจียรวนาลี สนทนากับ Nick Law ในคอลัมน์ Cloud of Thoughts ว่าด้วยความหมายของ Creativity ในวันที่ Generative AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของคนทำงาน

Nick Law เคยทำงานกับ R/GA, Publicis Groupe, Apple และ Accenture Song แต่บทสนทนานี้ไม่ได้สำคัญเพียงเพราะประวัติของเขา มันสำคัญเพราะเขาชวนเรากลับไปถามว่า ในวันที่เทคโนโลยีช่วยตอบว่าเราจะทำสิ่งหนึ่งได้อย่างไร มนุษย์ยังต้องตอบให้ได้ว่า เราจะทำสิ่งนั้นไปทำไม และถ้า AI ทำงานได้เร็วขึ้น งานของเรามีรสนิยมและจุดยืนพอไหม หรือเป็นแค่งานทั่วไปที่ AI ผลิตซ้ำได้

เราคุยกับเขาเรื่องงานที่ยังต้องใช้มนุษย์ งานที่ AI อาจทำให้หมดราคา และครีเอทีฟ 2 แบบที่ต้องทำงานร่วมกัน ทั้งคนที่คิดเป็นระบบและสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นจริง กับคนที่เข้าใจผู้คน เล่าเรื่อง และทำให้คนรู้สึกมีส่วนร่วม

ใครที่ทำงานคอนเทนต์ ครีเอทีฟ นักออกแบบ แบรนด์ ธุรกิจ หรือกำลังถามตัวเองว่า ทักษะของเรายังมีค่าอยู่ตรงไหนในยุค AI ขอชวนอ่านบทสนทนากับ Nick Law ให้จบ https://readthecloud.com/interview/cloud-of-thoughts/nick-law/

พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ที่น่าสนใจต่อได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com

22/06/2026

สิงโตแรกของไทยมาแล้ว ! SOIL STAY คว้ารางวัล Gold Lions ในหมวด Creative B2B มาสำเร็จ ! ผงานสุดเจ๋งจาก ปุ๋ยตรามงกุฎ x VML Thailand !!

เป็นข่าวดีครั้งยิ่งใหญ่แห่งวงการโฆษณาไทยอีกครั้ง ! เพราะล่าสุดนี้ทางเวทีประกวดงานโฆษณาและความคิดสร้างสรรค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions ได้มีการประกาศผลรางวัลชนะเลิศในช่วงวันแรก

และก็มีผลงานจากประเทศไทยที่คว้ารางวัลสุดยิ่งใหญ่ในระดับ "Gold" มาได้ ! นั่นก็คือผลงานที่ชื่อว่า SOIL STAY โดยปุ๋ยตรามงกฎ และ เอเจนซี VML Thailand จากสาขา Creative B2B ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ได้รางวัลยากมาก ๆ

โดย SOIL STAY คือแคมเปญที่เลือกมองปัญหาใหญ่ของภาคการเกษตรไทยในมุมที่ลึกกว่าการเพิ่มผลผลิต นั่นคือ “สุขภาพของดิน” ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่กำลังเสื่อมโทรมลงจากการทำเกษตรแบบเร่งผลผลิตในระยะสั้น

แบรนด์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ย แต่ก้าวเข้ามาเป็นผู้สร้างความรู้และความตระหนักรู้ให้เกษตรกรเห็นคุณค่าของการดูแลดินในระยะยาว ผ่านแนวคิดที่เปลี่ยนเรื่องทางวิชาการที่เข้าใจยากให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องและเรียนรู้ได้จริง

จนทำให้ “ดิน” ซึ่งมักถูกมองข้าม กลับกลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง

ความโดดเด่นของ SOIL STAY อยู่ที่การสร้างบทบาทใหม่ให้กับแบรนด์ในฐานะผู้ขับเคลื่อนความยั่งยืน มากกว่าการสื่อสารคุณสมบัติของสินค้าเพียงอย่างเดียว

แคมเปญสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจกับผลกระทบเชิงสังคมได้อย่างมีความหมาย เพราะเมื่อเกษตรกรเข้าใจและเห็นคุณค่าของการฟื้นฟูดิน พวกเขาก็มีโอกาสสร้างผลผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

นี่จึงเป็นตัวอย่างของงานสื่อสารที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาจริงของผู้คน สร้างคุณค่าให้กับชุมชน และยกระดับบทบาทของแบรนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SOIL STAY ได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติหลายแห่งรวมถึง Cannes Lions ในปีนี้อีกด้วย !

ทาง AD ADDICT ต้องขอแสดงความยินดีกับปุ๋ยตรามงกฎและชาว VML Thailand สำหรับรางวัลสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ! ต้องรอติดตามกันต่อไปตลอดสัปดาห์ ว่าชาวไทยจะคว้ารางวัลอะไรมาครองอีก ติดตามกันไว้ให้ดีนะครับ !!

22/06/2026

อุโมงค์โบราณ เนินพระนาง ในมหาวิทยลัยราชภัฏสวนสุนันทา เวลากลางคืน เหมือนในเทพนิยายเลย
#อุโมงค์ #โบราณ #เนินพระนาง #สวนสุนันทา
-----------
สวนสุนันทา เป็นเขตพระราชฐานส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่เสด็จประพาสยุโรปครั้งหลังในปี 2450 ได้ทอดพระเนตรเห็นสวนของพระราชวงศ์ยุโรปหลายแห่ง โดยเฉพาะที่วิลลา โนเบล ซันเรโม ประเทศอิตาลี พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยมาก จึงทรงเกิดความคิดในการสร้างสวนป่าสำหรับประพาสเป็นการส่วนพระองค์เช่นนั้นบ้าง

และเมื่อเสด็จนิวตัพระนครในปี 2451 ได้ทรงจัดวางแบบการสร้างสวนสุนันทาให้เป็นสวนป่า ทรงออกแบบตกแต่งพื้นที่เป็นโขดเขาคูคลอง มีสวนดอกไม้และตา หนักเรียงรายอยู่ทั่วไป

ทรงโปรดให้ ขุดคูคลองและสระน้ำใหญ่ในสวนสุนันทา และขุดคลองในบริเวณพระราชวังดุสิต ดินที่ได้จากการขุดคูคลองและสระน้ำ ในครั้งนั้นได้นำมาตกแต่งเป็นเนินเขาใหญ่ซึ่งเป็น สถานที่ประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ในปัจจุบัน

จากนั้นทรงให้ก่ออุโมงค์เพื่อใช้ประโยชน์ได้ก่อนจะถมดินคลุมด้านบน และทำให้เนินเขานั้นมั่นคงแข็งแรง

การก่อสร้างต่างๆ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงดำเนินการต่อมาจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.2466

และเมื่อพระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฏปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเข้ามาประทับเป็นการถาวรที่ตำหนักในสวนสุนันทา พร้อมพระราชธิดา พระประยูรญาติ และข้าราชบริพาร

และพระวิมาดาเธอฯ ทรงใช้อุโมงค์ใต้เนินเขานี้เป็นที่เก็บถ้วยชาม ข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่สูงค่านักในอุโมงค์ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าราชบริพารได้ขนของในอุโมงค์ไปถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานภดลกรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารีซึ่งทรงลี้ภัยทางการเมืองไปประทับที่ชวาจนหมดสิ้น อุโมงค์นี้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด

จนกระทั่ง พ.ศ.2480 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้มีมติให้ ใช้สวนสุนันทาเป็นสถานที่จัดการศึกษาสำหรับสตรีชื่อโรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย

และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อุโมงค์นี้ก็ได้ทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภยัทางอากาศของครูและนักเรียน รวมถึงเป็นที่เก็บเอกสารสำคัญ

ตั้มเรียนที่นี่ค่ะ สมัยตั้มเรียนเขาเก็บพวกของต่างๆ ไว้ด้านล่างเยอะมาก ตอนตั้มทำกิจกรรมที่มหาลัยฯ ตั้มก็ทำแถวๆ นี้ค่ะ กำไลเลยได้มานั่งเล่นบ่อยๆ พอมีเวลาว่างตั้มพามากินก๋วยเตี๋ยว กับร้านข้าวสมัยเรียน ก็มักแวะเข้ามา

20/06/2026

หนึ่งในดีลสปอนเซอร์ที่ทั้งสร้างสรรค์ที่สุดในฟุตบอลโลก 2026

คงหนีไม่พ้นการที่แบรนด์ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย Rexona

พันธมิตรอย่างเป็นทางการของ FIFA World Cup

ที่เข้าไปเป็นสปอนเซอร์บนเสื้อผู้ตัดสิน และร่วมถึงป้ายสกอร์บอร์ดเปลี่ยนตัว

ความน่าสนใจอยู่ที่ตำแหน่งโลโก้ของ Rexona

ที่ถูกวางไว้บริเวณใต้รักแร้ของผู้ตัดสินที่ 4 ทำให้ในระหว่างการแข่งขันแทบจะมองไม่เห็น

แต่ทันทีที่ผู้ตัดสินที่ 4 ยกป้ายเปลี่ยนตัวขึ้นเหนือศีรษะ

โลโก้ของแบรนด์จะปรากฏชัดเจนตรงใต้รักแร้

ซึ่งเป็นจุดที่กล้องถ่ายทอดสดและช่างภาพทั่วโลกกำลังจับภาพอยู่พอดี

นี่จึงถือเป็นการวางโฆษณาที่สอดคล้องกับตัวสินค้าอย่างชาญฉลาด

เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่ถูกนำเสนอในตำแหน่ง "รักแร้" โดยตรง

ทำให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้ทันที และกลายเป็นหนึ่งในไอเดียการตลาดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้

แม้หลายคนจะเพิ่งสังเกตเห็นแนวคิดนี้ในฟุตบอลโลก 2026

แต่จริง ๆ แล้วเคยมีการใช้ไอเดียคล้ายกันมาแล้วในประเทศบราซิล

เมื่อแบรนด์ Avanço เข้าไปเป็นสปอนเซอร์บริเวณรักแร้บนเสื้อของสโมสร Corinthians

อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดนี้มาใช้บนเวทีฟุตบอลโลก

ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมหลายพันล้านคนทั่วโลก

ทำให้ Rexona ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง

นี่คือการโฆษณาที่ตรงจุดอย่างชัดเจน

ในช่วงเวลาที่มีคนดูมากที่สุดช่วงหนึ่งของเกม

20/06/2026

🤣🤣

Tomasz Skublak ลงเล่นครบเก้าสิบนาที รอจังหวะของตัวเอง และเมื่อประตูนั้นมาถึงในที่สุด เขาก็ตัดสินใจใช้มันเพื่อหาลูกค้า 🏠

กองหน้าของ Inter Toronto ยิงประตูได้ วิ่งตรงเข้าหากล้อง แล้วหยิบนามบัตรนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองขึ้นมาโชว์ให้ทั้งสนามเห็น ไม่มีความเขินอาย มั่นใจเต็มร้อย ราวกับวางแผนโฆษณานี้มาตั้งแต่ช่วงวอร์มอัปแล้ว คนดูไม่รู้จะเชียร์ประตูนั้นต่อ หรือโทรหาเขาเพื่อถามเรื่องอพาร์ตเมนต์ดี

ส่วนที่ตลกที่สุดไม่ใช่ท่าทางนั้นเอง แต่เป็นตรรกะเบื้องหลังมัน: จะมีตอนไหนอีกที่มีคนจ้องมาที่คุณมากไปกว่าช่วงหลังยิงประตูได้ทันที? Skublak เข้าใจเรื่องนี้ก่อนใครคนอื่น ขณะที่คนอื่นฉลองกับทีม หรืออุทิศประตูให้ครอบครัว เขากลับเลือกทำเน็ตเวิร์กแบบเรียลไทม์ ฟุตบอลมีฮีโร่แบบใหม่แล้ว และคนนี้ก็ดูจะขายบ้านด้วยอย่างชัดเจน 🤝⚽

20/06/2026

ส่องความย้อนแย้งของ PR ไทย ! นัก PR ไทย 97.5% ใช้ AI แต่ 77.4% ยังวัดผลแบบเดิม พร้อมเทรนด์ที่ต้องจับตาผ่านวิจัยจาก Moonshot Digital x จุฬาฯ

Moonshot Digital พีอาร์เอเจนซีสัญชาติไทยที่มุ่งมั่นในงานประชาสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ยุคดิจิทัล ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผลวิจัยโครงการ “Public RelationSHIFT: Exploring PR in the Digital Age 2026” งานวิจัยชิ้นแรกที่สำรวจแนวปฏิบัติด้าน Digital-first PR ในประเทศไทย จากนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพ 222 คน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเอเจนซี

ผลวิจัยพบว่า แม้ 97.5% ของนัก PR ไทยใช้ AI ในการทำงานแล้ว แต่ 77.4% ยังวัดผลด้วย AVE หรือมูลค่าสื่อแบบเดิม (PR Value) สะท้อนว่าวงการกำลังนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้บนวิธีคิดเก่า ซึ่งอาจเพิ่มปัญหาการวัดผลในยุค AI

📍 5 ปรากฏการณ์ความย้อนแย้งในตัวเองของ PR ไทย
1. ใช้ดิจิทัลแต่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด - องค์กรย้ายมาทำ PR ออนไลน์มากขึ้น แต่ตรรกะการวางกลยุทธ์ยังเหมือนยุคออฟไลน์
2. ใช้ PESO โดยไม่รู้ว่านั่นคือ PESO - นัก PR ไทยจำนวนมากทำงานตามหลัก PESO อยู่แล้ว แต่ไม่รู้จักชื่อหรือใช้ไม่ครบระบบ
3. วัดผลการทำงานในยุคใหม่ด้วยเครื่องมือวัดผลและแนวคิดแบบเก่า - 77.4% ยังใช้ AVEs และ 59.1% ไม่เคยได้ยินชื่อ AMEC ทั้งที่เป็นมาตรฐานสากล
4. Influencer ให้ผลดีในระยะสั้น แต่ความน่าเชื่อถือระยะยาวขึ้นอยู่กับบริบท วิธีสื่อสาร และมาตรฐานของแต่ละผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์
5. มีจริยธรรม แต่ขาดวางแนวทางจริยธรรมเชิงโครงสร้าง - เอเจนซีซึ่งเป็นทั้งด่านหน้าและสะพานของวงการ กลับเป็นกลุ่มที่มีและใช้แนวทางจริยธรรมจริงน้อยที่สุด

📍 GEO: สนามรบใหม่ของ PR ไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ GEO (Generative Engine Optimization) หรือการทำให้ AI หยิบข้อมูลของแบรนด์ไปตอบผู้ใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทคู่กับ SEO เมื่อคนหันมาหาคำตอบจาก AI มากขึ้น แบรนด์จึงไม่ได้แค่แข่งขันกันเพื่อให้ติดหน้าแรกของ Google แต่ต้องสร้างตัวตนดิจิทัลให้ AI เข้าใจ และอ้างอิงได้ ซึ่งอาจใช้เทคนิค การออกแบบ Digital Footprint, การสร้าง Authority Content และ Brand Knowledge Graph เพื่อให้แน่ใจว่า AI จะนำเสนอข้อมูลของแบรนด์ได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ
เสียงจากคณะผู้วิจัย

📍 ข้อค้นพบจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างจากองค์กรชั้นนำ
1. ความกล้าเชิงจริยธรรม คือทักษะใหม่ที่นัก PR ต้องมี เพื่อกล้าพูดความจริงเมื่อแบรนด์เผชิญวิกฤต
2. TOR Lock-in Effect - รูปแบบการจ้างงานภาครัฐทำให้วัดผลติดอยู่ที่ Output ไม่ใช่ Outcome
3. AI อาจขยายปัญหา AVEs ให้ใหญ่ขึ้น หากนำมาใช้บนวิธีคิดวัดผลแบบเดิม
4. Creator ไม่ใช่ Media - ทั้งสองมีรูปแบบธุรกิจและความรับผิดชอบที่ต่างกัน นัก PR ต้องเข้าใจให้ชัด
5. ทักษะการเขียนของนัก PR รุ่นใหม่กำลังถดถอยลง ในยุคที่คอนเทนต์สั้นครองตลาด การเขียนอย่างลึกซึ้งจึงถูกละเลย

📍 4 เทรนด์สำคัญที่ PR ไทยต้องจับตา (AKISS)
1. AI & GEO - กลายเป็นทักษะหลักของนัก PR
2. KOC > Influencer - ความน่าเชื่อถือของผู้ใช้จริงมีน้ำหนักมากขึ้น
3. Immediate-response Crisis - แบรนด์ต้องตอบสนองต่อวิกฤตอย่างรวดเร็วและจริงใจ
4. Slow, yet Strategic PR & Quality Measurement - ลดปริมาณคอนเทนต์ หันมาเน้นกลยุทธ์และผลลัพธ์ที่วัดได้จริง
.
ผลวิจัย Public RelationSHIFT: Exploring PR in the Digital Age 2026 ไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนสถานะของวงการ PR ไทยในปัจจุบัน แต่เป็นสัญญาณว่า อุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากยุคที่วัดผลด้วยจำนวนข่าวและมูลค่าสื่อ สู่ยุคที่ PR ต้องพิสูจน์คุณค่าผ่านความน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์ทางธุรกิจ และความสามารถในการทำให้แบรนด์ถูกเข้าใจอย่างถูกต้อง ทั้งโดยมนุษย์และ AI

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่: public-relationshift.com

20/06/2026

วันที่อัลกอริทึมไม่ฟีดคอนเทนต์ เราควรทำอย่างไรต่อ?

คำถามนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ ครีเอเตอร์ และนักการตลาดจำนวนมาก เพราะวันที่ AI ทำให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้น จำนวนคอนเทนต์กลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนคนดู จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมยอดวิวลดลง ทำไม Reach หาย หรืออัลกอริทึมไม่รักเราเหมือนเดิม

ปัจจุบันมีครีเอเตอร์มีอยู่ประมาณ 9 ล้านคนที่สามารถสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ได้ ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอยู่ที่ราว 5,000 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 80% ของประชากร ลองนึกภาพว่า หากครีเอเตอร์ทั้ง 9 ล้านคนสร้างคอนเทนต์วันละหนึ่งชิ้น ก็จะมีคอนเทนต์ใหม่เกิดขึ้นมหาศาลทุกวัน แต่จำนวนคนดูไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ขณะเดียวกัน การสร้างคอนเทนต์ก็ง่ายกว่าที่เคย ทั้ง AI ที่ช่วยตัดต่อ อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น มือถือที่ดีขึ้น และกล้องที่มีคุณภาพมากขึ้น ทำให้โลกเข้าสู่ภาวะ Content Overload และบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเลือกมากขึ้นว่า จะส่งคอนเทนต์ไหนไปให้ใคร

นั่นจึงทำให้คำถามเดิม ๆ อย่าง “ควรโพสต์กี่โมง” “แฮชแท็กต้องกี่ตัว” หรือ “ทำไมยอดตก” กลายเป็นสิ่งที่คนในวงการพูดถึงอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่อัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว

BrandAge มีโอกาสได้ฟัง Session คอนเทนต์ไม่ฟีด ครึ่งปีหลังอัลกอริทึมเอาไงดี โดย คุณศรัณย์ แบ่งกุศลจิต CEO Uppercuz Creative, การตลาดการเตลิด ที่ชวนให้มองภาพของโซเชียลมีเดียในมุมที่กว้างกว่าเรื่องอัลกอริทึม พร้อมฉายภาพแนวโน้มของแต่ละแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถทำคอนเทนต์ให้คนเห็นได้ แม้อัลกอริทึมไม่ฟีด

คุณศรัณย์ เล่าว่าก่อนจะเข้าใจเรื่องอัลกอริทึม สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจโลกของคอนเทนต์ในปัจจุบัน เพราะหลายปัญหาที่ครีเอเตอร์และแบรนด์กำลังเผชิญ อาจไม่ได้เกิดจากอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคและบริบทของโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนไป

[ โลกกำลังอยู่ในภาวะ Content Overload ]

ทุกวันนี้ไม่ว่าผู้คนจะสนใจเรื่องอะไร ก็มีคอนเทนต์ให้เลือกเสพอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นช่องท่องเที่ยว ช่องการตลาด ช่องสร้างแบรนด์ หรือช่องแต่งหน้า ต่างมีผู้เล่นจำนวนมากจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

ขณะที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่จำนวนผู้ผลิตคอนเทนต์กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความสนใจรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

[ ผู้บริโภคกลายเป็น Scroller มากกว่าผู้ชม ]

คนจำนวนมากไม่ได้เข้ามาในโซเชียลมีเดียเพื่อดูคอนเทนต์ใดคอนเทนต์หนึ่งอย่างจริงจัง แต่เข้ามาเพื่อ “ไถ”

นอนดูทีวีไปพร้อมกับเล่นมือถือ ไถฟีดไปเรื่อย ๆ รับข้อมูลผ่านตาโดยไม่ได้จดจ่อกับสิ่งใดนานนัก

ทำให้ความสามารถในการจดจ่อกับคอนเทนต์ลดลงอย่างมาก หากคอนเทนต์ไม่สามารถดึงความสนใจได้ทันที ก็พร้อมถูกเลื่อนผ่านในไม่กี่วินาที

[ เมื่อทุกอย่างเหมือนกัน คำถามคือ “ฉันจะดูใคร” ]

วันที่ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือเดียวกัน การสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบเดียวกันจึงเกิดขึ้นเต็มไปหมด

คอนเทนต์ท่องเที่ยวเหมือนกัน
คอนเทนต์การตลาดเหมือนกัน
คอนเทนต์สร้างแบรนด์ก็เหมือนกัน

เมื่อทุกอย่างคล้ายกันไปหมด คำถามคือ “แล้วฉันจะเลือกดูใคร”

[ ทำคอนเทนต์เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจกติกาของแต่ละแพลตฟอร์ม ]

คอนเทนต์เดียวกันอาจประสบความสำเร็จบน Instagram และ Facebook แต่กลับไม่ทำงานบน TikTok ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คอนเทนต์ไม่ดี แต่อยู่ที่อาจยังไม่เข้าใจธรรมชาติและกติกาของแพลตฟอร์มนั้นมากพอ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มต่างมีวิธีทำงานและวัฒนธรรมของตัวเอง หากไม่เข้าใจกติกาของสนาม ก็อาจแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

[ ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากแพลตฟอร์มเดียวอีกต่อไป ]

ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมแบบ Multi-platform Journey ก่อนซื้อสินค้าสักชิ้น คนหนึ่งคนอาจเข้าไปดูข้อมูลใน TikTok, Instagram, Facebook, YouTube หรือ Google สลับกันไปมา โดยเฉลี่ยใช้ถึง 5-6 แพลตฟอร์มต่อวัน

นั่นทำให้ความสนใจถูกแบ่งออกเป็นช่วงสั้น ๆ และยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่แบรนด์จะทำให้ผู้คนจดจ่อกับตัวเอง

[ คนลืมเร็วกว่าเดิม ]

วันนี้ข้อมูล Content Overload ดราม่าที่คนทั้งประเทศพูดถึง อาจถูกลืมภายในเวลาไม่กี่วัน หากแม้แต่ประเด็นใหญ่ยังถูกลืมได้อย่างรวดเร็ว สารของแบรนด์ก็ยิ่งมีอายุสั้นลงกว่าเดิม

จากเดิมที่แคมเปญเปิดตัวสินค้าอาจสื่อสารต่อเนื่องเป็นเดือน วันนี้หลายแบรนด์ใช้งบหลักล้าน จ้างอินฟลูเอนเซอร์ และจบแคมเปญภายในหนึ่งสัปดาห์ เพราะผู้บริโภคจำอะไรได้ไม่นานเหมือนเดิม

[ Information Overload ทำให้เกิด Trust Crisis ]

ข้อมูลที่มากเกินไป ทำให้ผู้บริโภคเริ่มไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ จากเดิมที่เห็นครั้งเดียวอาจตัดสินใจซื้อได้ วันนี้ผู้คนต้องตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น ต้องฟังหลายคน ดูหลายแหล่ง และเห็นซ้ำหลายครั้ง

ยุคนี้ผู้คนถูกหลอกมากขึ้น ความเชื่อใจจึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาสร้าง และนั่นทำให้ผู้บริโภคกลับไปสู่พฤติกรรมแบบ Multi-platform Journey อีกครั้ง คือดูหลายแพลตฟอร์ม ฟังหลายคน และเห็นหลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่กำลังตัดสินใจนั้น “จริง” มากพอ

ทั้งหมดนี้ คือบริบทของโลกคอนเทนต์ในปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนจะเข้าไปทำความเข้าใจว่า อัลกอริทึมกำลังเปลี่ยนเกมของโซเชียลมีเดียอย่างไร

คุณศรัณย์ ย้ำว่าสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ วันนี้เกมของคอนเทนต์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยฝั่งเดียวอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมี 2 แรงสำคัญ คือ “Algorithm” และ “Behavior” ของผู้บริโภค

ฝั่งแรกคืออัลกอริทึม ซึ่งทำหน้าที่คัดเลือกและส่งต่อคอนเทนต์ให้เหมาะกับคนดูมากที่สุด ขณะที่อีกฝั่งคือพฤติกรรมของคน ที่เปลี่ยนไปจนส่งผลต่อวิธีที่คอนเทนต์ถูกมองเห็น รับรู้ และตัดสินใจซื้อ

ฝั่ง Algorithm

- นำส่งคอนเทนต์คุณภาพ แพลตฟอร์มต้องการคอนเทนต์ที่ดีจริง เพราะคอนเทนต์คุณภาพไม่ดีมีอยู่เต็มระบบ
- นำส่งคอนเทนต์ให้ตรงความสนใจ ซึ่งระบบพยายามจับคู่คอนเทนต์กับความสนใจของผู้ใช้แต่ละคน เช่น คนชอบท่องเที่ยว คนชอบกิน หรือคนชอบเรื่องแบรนด์
- นำส่งจากพฤติกรรมการซื้อ ทุกวันนี้แพลตฟอร์มเชื่อมข้อมูลกันมากขึ้น จึงส่งคอนเทนต์ตามพฤติกรรมการซื้อและการใช้งานของผู้บริโภคได้แม่นขึ้น
- อยากส่งคอนเทนต์ที่มาแรง หากคอนเทนต์กำลังเป็นกระแส ระบบก็มีแนวโน้มจะดันคอนเทนต์นั้นขึ้นมา
- อยากส่งคอนเทนต์ที่สร้างยอดขาย ท้ายที่สุดแพลตฟอร์มไม่ได้ต้องการแค่ไวรัล แต่ต้องการยอดขายและรายได้กลับคืนมา

ขณะที่ฝั่ง Behavior

- ไม่มี Engagement แต่เห็นและทราบ ผู้บริโภคจำนวนมากเห็นคอนเทนต์แล้ว รับรู้แล้ว แต่ไม่กดไลก์ ไม่คอมเมนต์ ไม่แชร์ ไม่เซฟ
- ไม่กดติดตาม Brand และ Creator โดยคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่เห็นความจำเป็นต้องกดติดตาม เพราะเชื่อว่าแม้กดไปก็อาจไม่ได้เห็นคอนเทนต์นั้นอยู่ดี
- Shadow Step การส่งต่อคอนเทนต์หรือข้อมูลแบบที่ผู้สร้างไม่เห็น แต่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจริง เช่น ส่งให้เพื่อน ส่งให้แฟน หรือใช้เป็นตัวช่วยตัดสินใจซื้อ
- แบ่งเวลาใช้งานหลาย social media ผู้บริโภคใช้หลายแพลตฟอร์มในแต่ละวัน ความสนใจจึงถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ และจับจ้องอะไรนานขึ้นได้ยาก
- Creator Made คนดูเชื่อคอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติ มีความเป็นครีเอเตอร์ มากกว่าคอนเทนต์ที่ดูเป็น Corporate จนเกินไป

เมื่อมองสองฝั่งนี้พร้อมกัน จะเห็นชัดว่าปัญหาของคอนเทนต์ในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่อัลกอริทึมอย่างเดียว แต่รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำคอนเทนต์ในครึ่งปีหลัง ไม่ใช่แค่หาวิธีเอาชนะอัลกอริทึม แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าคนดูคิดอะไร ดูอะไร และเชื่ออะไรอยู่ในตอนนี้

วันนี้แต่ละแพลตฟอร์มกำลังทำงานไม่เหมือนกันอีกแล้ว และพฤติกรรมของผู้ใช้ก็เปลี่ยนไปตามนั้น จากมุมมองของคุณศรัณย์ มองว่าตอนนี้แต่ละแพลตฟอร์มมี “กติกาใหม่” ของตัวเอง และถ้าเข้าใจกติกานี้ผิด คอนเทนต์ดีแค่ไหนก็อาจไปไม่ถึงคนดู

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่คอมเมนต์

19/06/2026

19/06/2026

สรุปเทรนด์วงการ PR ไทย หมดยุคหว่านส่งข่าว กับ 9 วิธี สร้างความต่าง ให้แบรนด์น่าสนใจ - MarketThink
- ล่าสุด Moonshot Digital พีอาร์เอเจนซีสัญชาติไทย และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพิ่งเปิดเผยผลการวิจัย “Public RelationSHIFT: Exploring PR in the Digital Age 2026”

ที่ทำการวิจัยเพื่อสำรวจแนวทางปฏิบัติด้าน Digital-First PR ในประเทศไทย จากนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพจำนวน 222 คน ทั้งในภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และเอเจนซี

แล้วงานวิจัยนี้ มีความน่าสนใจอย่างไร ? MarketThink สรุปให้อ่านเป็นข้อ ๆ ในโพสต์นี้

1. นักประชาสัมพันธ์ไทย ยังยึดติดอยู่กับการวัดผลแบบเดิม

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปรับตัวสู่ยุค Digital PR และ AI อย่างเต็มตัวแล้วก็ตาม

โดยจากผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่า นักประชาสัมพันธ์กว่า 74.4% จะทำงาน PR แบบ Digital-First และใช้ AI ช่วยในการทำงานกว่า 97.5%

แต่กลับพบว่า นักประชาสัมพันธ์ ยังยึดติดกับการทำงานและการวัดผลแบบเดิม ที่มักเน้นผลผลิตเชิงปริมาณเป็น Output จำนวนมาก แทนที่จะเน้นการสร้างความผูกพัน (Engagement) ในระยะยาว

และที่น่าสนใจคือ ในงานวิจัยครั้งนี้ยังพบด้วยว่า นักประชาสัมพันธ์จำนวนมาก ยังยึดติดกับการวัดผลด้วย AVEs ซึ่งเป็นการวัดผลมูลค่าพื้นที่สื่อ (PR Value) ตามความเคยชิน และเครื่องมือสำเร็จรูปที่ใช้วัดผล

แทนที่จะวัดผลด้วย AMEC Integrated Evaluation Framework ซึ่งเป็นวิธีการวัดผลที่นักประชาสัมพันธ์ทั่วโลกกำลังใช้เป็นมาตรฐานใหม่ มานานหลายปีแล้ว

หากขยายความ AMEC Integrated Evaluation Framework ก็คือเฟรมเวิร์กที่ใช้วัดผลการประชาสัมพันธ์ คิดค้นขึ้นโดย สมาคมระหว่างประเทศเพื่อการวัดและประเมินผลด้านการสื่อสาร

AMEC Integrated Evaluation Framework มีองค์ประกอบในการวัดผล ได้แก่

- Output (ผลผลิต) เช่น จำนวนสื่อที่ได้ลงข่าวประชาสัมพันธ์ ยอดรับชม ยอดไลก์ ยอดแชร์

- Outtake (การเปิดรับของกลุ่มเป้าหมาย) เช่น กลุ่มเป้าหมาย คิดหรือทำอะไร หลังเห็นการสื่อสารจากแบรนด์

- Outcome (ผลลัพธ์ในเชิงพฤติกรรม) เช่น การเปลี่ยนทัศนคติ มีความมั่นใจ หรือตัดสินใจซื้อสินค้ามาใช้

- Impact (ผลกระทบต่อองค์กรในระยะยาว) เช่น ยอดขายเพิ่มขึ้น ชื่อเสียง หรือภาพลักษณ์ขององค์กรดีขึ้น

2. ตอนนี้ นักประชาสัมพันธ์ ใช้สื่อแบบผสมผสานมากที่สุด

ตามหลักการของ PESO Model ซึ่งประกอบไปด้วย

- Paid Media สื่อที่ต้องจ่ายเงินซื้อ
- Earned Media สื่อที่ได้มาฟรี จากการที่สื่อมวลชน หรืออินฟลูเอนเซอร์พูดถึงแบรนด์
- Shared Media สื่อที่ได้จากการแชร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
- Owned Media สื่อที่เป็นช่องทางของแบรนด์เอง

เพื่อเป็นการแก้ไขข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม แม้นักประชาสัมพันธ์จะใช้สื่อแบบผสมผสานอยู่แล้ว แต่นักประชาสัมพันธ์บางส่วน โดยเฉพาะที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานรัฐ กลับไม่รู้จักชื่อของ PESO Model แม้จะมีการใช้สื่อผสมผสานแบบนี้อยู่แล้วก็ตาม

3. อินฟลูเอนเซอร์ได้ผลดีในแง่ของการสร้างการเข้าถึงในระยะสั้น

แต่หากอยากสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว ต้องอาศัยปัจจัยอื่น ได้แก่

- ความสม่ำเสมอของเนื้อหา
- การนำเสนอคอนเทนต์ที่มีการอ้างอิงข้อเท็จจริง
- การรีวิวจาก Key Opinion Consumer (KOC) ที่เป็นผู้บริโภคจริง
- สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์

รวมถึงที่ได้ผลในการประชาสัมพันธ์มาก ๆ คือ CEO หรือ Founder ที่ควรออกมาสื่อสารถึงผู้บริโภคด้วยตัวเอง

4. Facebook ยังเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุด ในขณะที่ข่าว Press Release ก็ยังไม่ตาย

สำหรับสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการทำ PR คือ

- Brand Social Media
- อินฟลูเอนเซอร์ / KOL
- Micro-Communities
- Online News
- Traditional Media

แต่สื่อที่เป็นช่องทางที่มีผลสำเร็จมากที่สุดในการทำ PR คือ

- Facebook
- TikTok
- เว็บไซต์
- Instagram
- LINE

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ด้วยว่ามีลักษณะอย่างไร เพราะแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ย่อมต้องการช่องทางการสื่อสารที่ต่างกันด้วย

ในขณะที่ยังพบด้วยว่า Press Release ก็ยังคงเป็นสิ่งที่นักประชาสัมพันธ์และสื่อมวลชน นิยมใช้ในยุคนี้ อยู่เช่นเดิม

5. เทรนด์การประชาสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้น และนักประชาสัมพันธ์ควรจับตามอง

สำหรับเทรนด์ทางด้านการประชาสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น แบ่งออกเป็น

- Hybrid Newsroom

แบรนด์ และนักประชาสัมพันธ์ ต้องปรับระบบการส่งข่าว ให้รองรับทั้งสื่อมวลชนใน Traditional Media, ครีเอเตอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ในครั้งเดียวกัน

- AI-Powered Social Listening จะเป็นมาตรฐานใหม่

เป็น Unmet Need ของนักประชาสัมพันธ์ ที่ต้องการใช้ AI เข้ามาช่วยในการวัดผล ทั้ง Social Listening Tools, Sentiment และ Report

- Measurement Transformation

AMEC Integrated Evaluation Framework และ Outcome-Based KPI จะกลายเป็นข้อกำหนดของการจ้างงาน และเป็นไปได้ว่าการวัดผลแบบ AVEs จะค่อย ๆ มีบทบาทลดลงภายใน 3 ปี

- GEO (Generative Engine Optimization) มีความสำคัญพอ ๆ กับ SEO

เพราะผู้คนจะหันมาค้นหาข้อมูลผ่าน AI กันมากขึ้น ทั้ง ChatGPT, Gemini และ Claude

ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวหันไปทำ GEO ควบคู่กับการทำ SEO เพื่อให้ AI นำข้อมูลของแบรนด์ไปตอบได้อย่างถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือ

- Founder Lead Branding

ในอนาคตเราจะได้เห็น ผู้นำขององค์กรออกมาแสดงวิสัยทัศน์อีกมาก ซึ่งนอกจากจะเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการของแบรนด์ได้ดีแล้ว ยังทำหน้าที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ดีอีกด้วย

- Creative Thinking Returns

การทำ PR แบบเหนือความคาดหมาย หรือไอเดียที่ AI คิดไม่ได้ จะกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์

- Immediate-Response Crisis

แบรนด์ในยุคนี้ถูกคาดหวังว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤติหรือดรามาในทันที เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

- Slow PR

แบรนด์จะหันมาลดปริมาณคอนเทนต์ลง เช่น การส่งข่าว PR ที่ไม่จำเป็น แล้วหันมาทำแคมเปญที่คิดมาอย่างดี เพื่อสร้าง Impact ให้กับแบรนด์ในระยะยาว

- Pay-to-Play AI Results

ในอนาคตการค้นหาผ่าน AI อาจเริ่มนำระบบการจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนผลการค้นหา หรือการโฆษณาในแชต AI คล้ายกับการโฆษณาในหน้าผลการค้นหาของ Google

ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงเทรนด์ ในวงการประชาสัมพันธ์ ที่นักประชาสัมพันธ์ รวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ของตัวเอง

อ้างอิง :
- ผลการวิจัย “Public RelationSHIFT: Exploring PR in the Digital Age 2026” โดย Moonshot Digital และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


1 ถ. อู่ทองนอก ดุสิต
Bangkok
10300

เวลาทำการ

09:00 - 16:00