05/06/2026
สิ่งที่ผมคิดว่าน่าเสียดายที่สุด
ไม่ใช่เด็กที่เล่นไวโอลินไม่เก่งครับ
เพราะการเล่นไม่เก่งยังแก้ได้
สิ่งที่น่าเสียดายกว่าคือ
เด็กจำนวนมากไม่เคยได้รับโอกาส
ที่จะรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำได้มากกว่านั้น
จนผมมักจะพูดเสมอว่า
“เด็กจำนวนมากไม่ได้ไปไม่ถึงฝัน
แต่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ฝันใหญ่ตั้งแต่แรกต่างหาก”
ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ไม่รัก
ไม่ใช่เพราะครูไม่หวังดี
แต่เพราะทุกคนค่อยๆ เชื่อไปแล้วว่า
“ลูกเราคงไปได้แค่นี้”
ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น?
ที่ผมเจอบ่อยๆ คือ
เวลาคุณพ่อคุณแม่เห็นเด็กเก่งๆ ในเพจนี้
ที่เล่นไวโอลินในระดับยากมากๆ ได้
หรือเล่นเพราะได้เพราะกินใจ
ละอายุแค่ 8-9 ขวบเอง
คำถามแรกที่เกิดขึ้นในหัวมักจะไม่ใช่คำถามที่ว่า
“เด็กคนนี้เรียนมายังไงนะ?”
แต่ความรู้สึกแรกคือ
“นี่ไม่ใช่ลูกของฉัน…”
และผู้ปกครองจำนวนมาก
ก็ไม่เคยกล้าคิดด้วยซ้ำ
ว่าลูกของตนเองไปถึงจุดนั้นได้
ซึ่งที่ผู้ปกครองหลายคนคิดแบบนี้
เพราะมักจะมีคำตอบในใจลึกๆ 3 แบบครับ
ที่ผมมักจะเรียกว่า
“เหตุผล 3 อย่างที่ทำให้เราหยุดตั้งคำถามเมื่อเห็นเด็กเล่นไวโอลินเก่ง”
- แบบแรกคือ
“เด็กคนนี้มีพรสวรรค์”
และเมื่อคิดแบบนี้ปุ๊บ
เด็กเล่นเก่งในเพจ กับลูกของตนเอง
ก็จะอยู่คนละโลกกันทันที
เป็นเรื่องไกลตัว จับต้องไม่ได้
ลูกเล่นได้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว…
- แบบที่สองคือ
“เดี๋ยวเรียนไปนานๆ
ซักวันลูกก็เล่นได้แบบนี้เอง”
และพอคิดแบบนี้
ลูกก็เรียนต่อไป
ปีแรกๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร
แต่พอเวลาผ่านไปบางคน 4-5 ปี
ลูกเล่นไม่เก่ง ฟังแล้วขัดหู ไม่เพราะ
เมื่อถึงจุดนั้นส่วนใหญ่ก็จะมีคำอธิบายต่างๆ นาๆ เช่น
อาจจะเพราะลูกไม่ได้ซ้อมหนักเท่าเด็กเก่งๆ เหล่านั้น
- และแบบที่สามคือ
“ลูกไม่ได้จำเป็นต้องเล่นได้เก่งขนาดนี้
มันต้องแลกมาซึ่งอะไรหลายๆ อย่างแน่ๆ”
และเมื่อคิดแบบนี้
ก็รู้สึกว่าที่ลูกเล่นได้อยู่โอเคแล้ว
เด็กๆ ในคลิปน่าจะโดนกดดันและเครียดแน่ๆ
ต้องเสียเวลาซ้อมทั้งวันทั้งคืน
จนไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นแน่ๆ
แทบไม่มีใครคิดครับว่า
“วิธีการสอนที่แตกต่าง
ส่งผลให้เด็กเล่นได้ต่างกันได้ขนาดนี้“
—————————
-วันที่ผู้ปกครองไม่ยอมเชื่อคำอธิบายเดิมๆ อีกต่อไป-
ถึงแม้ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะมองแบบนั้น…
แต่จะมีบางครอบครัวครับ
ที่เริ่มตั้งคำถามว่า
“หรือลูกเราจริงๆ ก็เก่งกว่านี้ได้อีกเยอะนะ
ที่ตอนนี้เก่งได้เท่านี้ เพราะวิธีการสอนยังไม่ดีพอ”
ครอบครัวกลุ่มนี้
มักเป็นกลุ่มที่ติดต่อมาทดลองเรียนกับเรา
เพราะได้ตามอ่านบทความ
และรู้ว่าวิธีสอนที่นี่แตกต่างจากการเรียนไวโอลินทั่วไปมากๆ
และถ้าเคยเรียนไวโอลินมาก่อน
หลังทดลองเรียนเสร็จ
จะมีคำพูดหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากคือ
”ทำไมที่เก่าไม่สอนแบบนี้แต่แรก?!?“
และ
“น่าจะมาเจอครูเร็วกว่านี้…”
ตอนแรกผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับ 2 วลีนี้หรอกครับ
แต่ไปๆ มาๆ…
หลายคนมากขึ้นเรื่อยๆ พูดหลังทดลองเรียน
ด้วย 2 วลีเดียวกันนี้เป๊ะ
ผมเลยมั่นใจว่า
สิ่งที่ผมทำอยู่
กำลังสร้างความแตกต่างในการเรียนไวโอลินจริงๆ
เด็กหลายๆ คนที่เล่นได้ธรรมดา
หรือบางคนหนักถึงขนาดเล่นได้ไม่ดี
และกำลังจะเลิกเรียนไวโอลินด้วยซ้ำ
เด็กเหล่านี้ มีคำถามในใจลึกๆ ครับ
ที่เขาไม่กล้าถามครูของเขามาก่อนก็คือ
”ทำยังไง หนูถึงจะเก่งขึ้นและเล่นได้เพราะกว่านี้?“
เพราะถึงถามไป คำตอบมันคาดเดาได้ครับ
”ซ้อมเยอะๆ สิ“
”เรียนอีก 2-3 ปี เดี๋ยวก็เก่งเอง“
”แต่ละคนก็ถนัดไม่เหมือนกัน“
แต่พอมาทดลองเรียน
นี่เป็นครั้งแรกที่คำถามนั้นมีคำตอบอย่างชัดเจน
ว่าทำไมเขาถึงเล่นไม่เพราะมาก่อน
เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกเขาว่าต้นเหตุอยู่ที่ตรงไหน
จับต้องได้ มีหลักการ ชัดเจน
เมื่อรู้ต้นเหตุและมีวิธีการแล้ว
การจะเล่นเก่งได้อยู่แค่เอื้อมเท่านั้นเอง
คำพูด 2 วลีนั้นจึงเกิดขึ้น
เพราะทั้งพ่อแม่และเด็ก
ได้เห็นหนทางที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ด้วยซ้ำ
ว่าจะสามารถทำให้ลูกเล่นเก่งได้จริงๆ
เมื่อมาลงเรียนจริงๆ เสียงที่เล่นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
จากที่ฟังเหมือนเด็กเล่นไวโอลิน
เอี๊ยดๆ อ๊าดๆ ตามภาษาเด็ก
ก็เริ่มเหมือนผู้ใหญ่เล่น
ทั้งที่ก็อายุเท่าเดิม
ร่างกายเดิม
นิ้วทั้ง 10 อันเดิมที่ใช้เล่นไวโอลิน
แต่ฝีมือเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
สิ่งเดียวที่เปลี่ยน
คือวิธีการเรียนรู้…
ที่สำคัญคือลูกไม่ได้เครียดหรือกดดันอย่างที่คิดไปเอง
กลับกลายเป็นลูกสนุกเสียอีก
เพราะตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ
เป็นความสนุกที่ไม่ได้มาจากแค่ครูสอนสนุก
แต่รู้สึกว่าเล่นไวโอลินมันสนุกจริงๆ
คำถามคือ
อะไรคือสิ่งฉุดรั้งให้เด็กไม่ได้เก่งแบบนี้ตั้งแต่ต้น?
—————————
-สิ่งเดียวที่ฉุดรั้ง ให้เด็กเก่งกว่านี้ไม่ได้-
สมัยก่อนตอน iPhone ยังไม่ออก
สมัยที่ทุกคนยังใช้ Nokia กันอยู่
ไม่มีใครจินตนาการออกหรอกครับ
ว่าจะมีสิ่งที่แตกต่างจากโทรศัพท์ Nokia อย่างสุดขั้วกำลังจะมาถึง
การเรียนไวโอลินก็เช่นกันครับ
ก็คือภาพเดิมๆ ส่งลูกไปเรียนไวโอลิน
บางคนก็เก่ง บางคนก็ไม่เก่ง
ไม่เก่งก็ไม่รู้เพราะอะไร
จนเหมือนว่าการจะเล่นเก่งได้เป็นเรื่องลึกลับไกลตัวสุดๆ
จนไม่ค่อยมีใครคิดว่า
หรือวิธีแบบเดิมๆ มันอาจจะไม่เวิ้ค
และมีสิ่งที่ดีกว่านี้อยู่…
ซึ่งจริงๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้
ตรงกับหลักการของ Daniel Kahneman ครับ
ซึ่งกล่าวไว้ว่า
“What You See Is All There Is”
“สิ่งที่เราเห็น คือทั้งหมดที่เราคิดว่ามีอยู่“
ดังนั้น
ก่อนจะสรุปว่าลูกทำได้แค่นี้
บางทีอาจต้องถามตัวเองก่อนว่า
“เราเคยเห็นทางเลือกอื่นจริงๆ แล้วหรือยัง?”
และบางที…
สิ่งที่ฉุดรั้งเด็กเอาไว้
อาจไม่ใช่พรสวรรค์
ไม่ใช่ความขี้เกียจ
ไม่ใช่แม้กระทั่งตัวเด็กเอง
แต่อาจเป็นเพียงเพราะ
ไม่มีใครเคยทำให้ครอบครัวนั้นเชื่อว่า
“มีสิ่งที่ดีกว่านี้
ที่ทำให้ลูกไปได้ไกลกว่านี้”
—————————
-เพียงลองดูสักครั้ง แล้วจะรู้ถึงความแตกต่างแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน-
สำหรับผม หลักการสำคัญคือ
“การเรียนดนตรีที่ดี
ไม่ได้ทำให้เด็กต้องพยายามมากขึ้น”
แต่
“ทำให้ความพยายามทุกนาทีเกิดผลมากขึ้น“
ผมอธิบายได้ไม่หมดหรอกครับ
ว่าวิธีที่แตกต่างนี้รายละเอียดคืออะไร
แต่อยากจะชวนให้ลองมาสัมผัสเองมากกว่า
แล้วผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นด้วยตัวเองว่า
ภาพของเด็กที่เล่นได้ไพเราะและเกินกว่าที่เคยคิด
แบบที่เห็นในเพจ MusIQ School
มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม
และลูกสามารถเล่นเก่งแบบนั้นได้
เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการสอนใหม่หมดเท่านั้น
และผมขอย้ำอีกครั้งว่า
- เด็กทุกคนเก่งได้…
โดยไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์
(และถ้าคุณกำลังสงสัยว่า
แล้วถ้าลูกไม่มีพรสวรรค์ล่ะ?
คำตอบคือ ปัจจุบันพรสวรรค์ทางดนตรีสามารถวัดค่าได้แล้วครับ
ดังนั้นผมไม่ได้กำลังพูดจากความเชื่อ
แต่กำลังพูดจากสิ่งที่วัดได้จริง
เพราะมีเด็กที่ผลการวัดอยู่ในระดับ Average เหมือนเด็กทั่วไป
แต่เมื่อใข้วิธีการสอนแบบนี้
ก็สามารถพัฒนาไปจนถึงระดับแชมป์ประเทศได้จริง)
- เด็กทุกคนเก่งได้…
โดยไม่ต้องโทษลูกไม่ซ้อม
หรือสารพัดเรื่องเมื่อลูกไม่ได้เล่นเก่ง
(ผมหาต้นเหตุเจอเสมอ ว่าอะไรทำให้เด็กไม่เก่ง)
- และสุดท้าย เด็กทุกคนเก่งได้…
โดยที่ไม่ต้องเครียดและเรียนได้อย่างมีความสุข
ไม่ได้ต้องแลกด้วยการซ้อมอย่างตะบี้ตะบั้นอย่างที่คิด
(กลับกัน วิธีที่ผมสอนทำให้ซ้อมน้อยลง
แต่คิดและวางแผนการซ้อมได้ดีขึ้น
ทำให้เก่งเร็วขึ้น
แลกด้วยเวลาและความพยายามน้อยลง
เมื่อเทียบกับการเรียนแบบปกติเยอะเลย
แปลกมั้ยละครับ…)
ทุกคนสามารถเล่นไวโอลินได้
“เกินกว่าที่ตนเองเคยฝัน”
แต่ระบบการเรียนดนตรีแบบเดิมๆ
ทำให้เรา “ไม่กล้าฝัน” ไปซะแล้วครับ…
ผมจึงอยากเชิญชวนให้มาทดลองเรียนดูก่อนครับ
การเรียนไวโอลินมันไม่ใช่การมาเลือกว่า
โรงเรียนไหนดีที่สุด หรือครูคนไหนเก่งที่สุด
มีโรงเรียนดีๆ และครูเก่งๆ หลายคนที่ผมนับถือ
แต่ละคนมีแนวการสอนของตนเอง
และวิธีของ MusIQ School
หลายคนอาจจะมองว่าเป็นแนวที่แปลกใหม่
แต่ผมมองว่า
“เราแค่แก้ปัญหาในการเล่นไวโอลินที่สำคัญจริงๆ
ที่ระบบการเรียนดนตรีแบบเดิมๆ แก้ไขไม่ได้”
และวิธีการนี้ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน
และนั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรจะมาลองสัมผัสดูซักครั้งครับ
อย่าปล่อยให้การเรียนดนตรีแบบเดิมๆ
ทำให้คุณพ่อคุณแม่คิดว่า
นั่นคือโลกทั้งใบของการเรียนไวโอลิน
และมองข้ามสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีอยู่มาก่อนไปอย่างน่าเสียดายครับ
อย่างที่บอกครับ
“เด็กไม่ได้ขาดฝัน
แต่ระบบเดิมทำให้พ่อแม่ไม่กล้าฝันแทนลูก”
และสุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากคำถามสำคัญว่า
“คุณพ่อคุณแม่แน่ใจหรือยังว่าเพดานฝีมือในการเล่นไวโอลินของลูกอยู่แค่นี้จริงๆ?”
มาทดลองเรียนได้ครับ
แล้วผมจะทำให้รู้ว่าเหนือเพดานนั้น
ยังมีท้องฟ้ากว้างใหญ่
ที่พ่อแม่และลูกอาจจะยังไม่เคยเห็นมาก่อนครับ
กลับมากล้าฝันกันอีกครั้งเถอะครับ
—————————
ผู้เขียน: อาจารย์ณัฐนุชา ศศิปุราณะ (ครูนุ)
ผู้ก่อตั้ง MusIQ School และสมาชิก Mensa และ Intertel (The International Legion of Intelligence)
ครูนุมีความสนใจในการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่าง “วิธีการสอน” กับ “วิธีคิด” ที่เด็กพัฒนาในระยะยาว และจากประสบการณ์ในการสอน พบว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดพรสวรรค์ แต่เพราะไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกจุด
เมื่อพื้นฐานได้รับการปรับอย่างถูกต้อง เด็กหลายคนสามารถพัฒนาได้จนคว้ารางวัลระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 เวที และครูนุเชื่อว่าการเล่นไวโอลินคือศาสตร์ที่ผสานทั้งฟิสิกส์ กายวิภาค และจิตวิทยาการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เสียงที่ไพเราะจึงไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนที่ถูกต้องและแม่นยำ
—————————
หากสนใจเรียนไวโอลิน ต้องการขอทดลองเรียนหรือมีข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนไวโอลิน สามารถติดต่อได้ทาง
Line ID:
โทร: 081-985-2065 (โรงเรียน) | 085-154-8283 (ครูนุ)
#ฝึกวิธีคิดไม่ใช่แค่ฝึกนิ้ว
#ดนตรีพัฒนาสมอง
03/06/2026
ในฐานะที่ผมเป็นครูสอนไวโอลิน
หลายๆ ครั้งก็เจอเรื่องราวที่ชวนเศร้ามากๆครับ
คือการจะตัดสินใจให้เด็กคนนึงเรียนไวโอลินเนี่ย
เอาจริงๆ รายละเอียดมันเยอะมากเลยนะ…
แค่พลาดเรื่องเล็กๆ บางอย่างไป
เด็กบางคนเกลียดไวโอลินไปตลอดชีวิตก็มี
เด็กบางคนพ่อแม่ไม่ให้เรียนต่อ ทั้งที่เด็กชอบไวโอลินมากก็มี…
และอีกหลายคนที่อยากจะเล่นเก่งแต่ไม่มีวันเล่นได้เก่งจนสุดท้ายถอดใจไปก็อีกมากมาย
ล่าสุดไปถึงจุดที่ครอบครัวทะเลาะกันก็เจอมาแล้วครับ
ลูกอยากเรียนไวโอลินต่อ เพราะชอบไวโอลินมาก
แต่ลูกกลับไม่ซ้อม…?
แม่จึงมองว่าลูกขี้เกียจจะให้เลิกเรียนไวโอลิน
แต่พ่อมองว่า น้องไม่ได้ขี้เกียจ
แต่มีปัญหาบางอย่างในการเล่นทำให้น้องไม่อยากซ้อม
ลำพังตัวเด็กเองเค้าก็บอกไม่ได้หรอกครับ
ว่าต้นเหตุที่เค้าไม่ซ้อมคืออะไร
ปัญหาบางทีมันอยู่ลึกกว่านั้นมาก
จากที่ไวโอลินควรจะเป็น
สิ่งที่นำความสุขมาให้ครอบครัว
กลายเป็นสิ่งที่สร้างรอยแผลเล็กๆ ขึ้นมาแทน…
และที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับครู
คือทุกครั้งที่เจอเรื่องแบบนี้
ครูรู้ว่ามันป้องกันได้ครับ
ทั้งหมดนี้ เพียงเพราะผู้ปกครองไม่รู้รายละเอียดเล็กๆ ที่ควรรู้
สุดท้ายการเรียนไวโอลินก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
ซึ่งน่าเสียดายมากๆ
เพราะหลายครั้ง
ต้นเหตุไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด
แต่เป็นเพราะไม่มีใครบอกข้อมูลสำคัญบางอย่างให้รู้ตั้งแต่แรก
แต่ปัญหาคือ
การเรียนไวโอลินรายละเอียดเยอะมากครับ
มีเรื่องที่ควรรู้เป็นร้อยเรื่อง…
ไม่มีใครมีเวลามานั่งหาข้อมูลเยอะขนาดนั้นหรอกครับ
วันนี้ครูเลยอยากจะสร้าง Awareness
เพื่อเป็นฐานความเข้าใจ
ให้สามารถนำแนวคิดเหล่านี้ไปต่อยอด
หาความรู้ต่อได้เอง
เพื่อจะได้เจอครูและโรงเรียนสอนไวโอลินที่ดีที่สุดสำหรับลูกครับ
เมื่อมีแนวคิดเป็นฐานแล้ว
การจะหาข้อมูลต่อยอดที่เหลือก็เหมือนมีเข็มทิศ
ไม่หลงทางง่ายๆครับ
ครูคิดว่าแบบนี้น่าจะมีประโยชน์กว่า
ครูแค่บอกว่าต้องรู้อะไรบ้าง 1, 2, 3, 4
(ซึ่งเดี๋ยวจะมีบอกเหมือนกัน ที่ครูคัดมาแล้วว่าสำคัญมากๆ แต่ก็ไม่เพียงพอหรอกครับ)
แต่เป็นวิธีให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นในการเรียนไวโอลิน
ซึ่งแล้วแต่แต่ละครอบครัวจะนำ Concept เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ครับ
บทความนี้ครูอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มองปัญหานี้จาก 3 แนวคิดสำคัญก่อนครับ
1. ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงพลาด ทั้งที่ตั้งใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก?
2. ทำไมตัวชี้วัดอย่างการสอบและการแข่งขัน บางครั้งจึงทำให้เรามองข้ามคุณภาพที่แท้จริง?
3. สิ่งที่ควรรู้ในการเรียนไวโอลินตกลงมีเรื่องอะไรบ้าง ที่หากได้รู้แล้วจะเปลี่ยนการเล่นไวโอลินของเด็กๆ หลายคนไปเลย
—————————
-1. ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงพลาด ไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้เหล่านี้?-
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะซื้อน้ำอัดลมมาดื่ม
ก่อนจะซื้อคุณมีข้อมูลในหัวครบถ้วนพอสมควรแล้ว
ว่ารสชาติมันเป็นยังไง
รู้ด้วยว่ามันมีน้ำตาลสูงแค่ไหน
และส่งผลกับสุขภาพยังไง
ข้อมูลนี้ผู้ซื้อและผู้ขายโดยทั่วๆ ไป
มีต่างกันไม่มากหรอกครับ
ความเสี่ยงที่คุณจะได้ของไม่ตรงกับที่ต้องการนั้นต่ำมาก
จนเวลาจะซื้อแทบจะตัดสินใจได้ทันที
ไม่ได้จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่ม
ราคาก็ไม่ได้แพงอะไร
แต่ในทางกลับกัน
หากจะซื้อบ้านมือสองซักหลังหนึ่ง
ถ้าผู้ซื้อไม่ได้เป็นวิศวกร
เป็นแค่คนทั่วไป
ข้อมูลของผู้ซื้อและผู้ขายต่างกันสุดขั้วเลยครับ
เราไม่รู้ตอนนั้นหรอกว่าหลังคารั่วรึเปล่า?
โครงสร้างของบ้านดีมั้ย?
บันไดมีปลวกขึ้นมั้ย?
กำแพงมีร้าวแล้วแอบทาสีกลบรึเปล่า?
ผู้ขายมีข้อมูลครบ
แต่ผู้ซื้อไม่มีข้อมูลอะไรเลย
นี่คือการซื้อที่ความเสี่ยงสูงมากครับ
ราคาก็แพงมาก
ผู้ซื้อจึงต้องหาข้อมูลเยอะมากๆ ก่อนจะตัดสินใจ
ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกครับ
เรียกว่า “Information asymmetry”
การที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลไม่เท่ากัน
ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม
และไม่มีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนครับ
และสิ่งที่น่ากลัวคือ
“เมื่อผู้ซื้อไม่สามารถแยกของดีออกจากของแย่ได้
ของดีจะค่อยๆ หายไปจากตลาด”
คำถามคือ แล้วการเรียนไวโอลินเป็นแบบไหนในระหว่างสองตัวอย่างนี้?
จริงๆ แล้วถ้าคิดดีๆ…
เป็นแบบที่สองอย่างชัดเจนมากครับ
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักดนตรี
ไม่ได้มีความรู้ว่าอะไรดี ไม่ดี
ที่ส่งผลในระยะยาวที่ลูกเรียนไวโอลิน
ไม่รู้ว่าทำยังไงลูกถึงจะเล่นได้เก่ง
และไม่รู้ว่าอะไรสอนไปแล้วส่งผลเสียระยะยาวบ้าง
แต่เวลาตัดสินใจส่งลูกเรียนไวโอลิน
มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเลยครับ
ที่ตัดสินใจแค่เพราะ
เปรียบเทียบค่าเรียนแล้วถูกกว่า
เปรียบเทียบระยะทางแล้วอยู่ใกล้บ้านมากกว่า
เพียงเพราะไม่เห็นข้อเท็จจริงนี้ครับ
ว่าการเรียนไวโอลินมีรายละเอียดซับซ้อนสารพัดที่ไม่รู้มาก่อน
การซื้อบ้านทุกคนรู้ครับว่ารายละเอียดซับซ้อน
จึงรู้สึกได้ทันทีว่าต้องหาข้อมูลให้ละเอียด
แต่ไวโอลิน ก็แค่เครื่องดนตรีชิ้นนึง
คนจะติดภาพจำว่า ก็แค่เรียนดนตรี
ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร แค่ส่งลูกไปเรียน
เรียนรอดก็ดี
เรียนไม่รอดก็เลิก
และที่ประหลาดกว่านั้นคือ
ทั้งวงการการศึกษาดนตรี
ก็มีวิธีการให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจเช่นกันครับ
จนลืมไปว่าตนเองไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้สารพัด
และสบายใจที่จะส่งลูกไปเรียนไวโอลินมากขึ้น
ทั้งที่ในความเป็นจริง
การตัดสินใจครั้งนั้นอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเด็กกับดนตรีไปอีกหลายปี
และผู้ปกครองกำลังแบกรับความเสี่ยงมหาศาลจากความไม่รู้ไว้โดยไม่รู้ตัว
ผมว่าเราต้องเปลี่ยนการเลือกที่เรียนไวโอลิน
จากที่ใกล้เคียงกับการ ”ซื้อน้ำอัดลม“
มาให้ใกล้เคียงกับการ “ซื้อบ้าน” มากขึ้นครับ
—————————
-2. วิธีการที่ทั้งวงการการเรียนดนตรี ทำให้ผู้ปกครองไม่ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้-
ในเมื่อผู้ปกครองไม่รู้ว่า
การเรียนดนตรีที่ดีเป็นยังไง
โดยธรรมชาติของตลาด
จึงเริ่มเกิดตัวชี้วัดต่างๆ
มาช่วยในการตัดสินใจครับ
ไม่ว่าจะเป็นการสอบเกรด
หรือการแข่งขันรายการต่างๆ
เมื่อเห็นเด็กสอบเกรดได้คะแนนสูง
หรือเห็นเด็กแข่งชนะ
ผู้ปกครองก็รู้สึกมั่นใจว่า
ลูกของตนเองเรียนไวโอลินได้อย่างมีคุณภาพ
และมาถูกทางแล้วอย่างแน่นอน
ในเมื่อผู้ซื้อแยกแยะคุณภาพของสิ่งที่ซื้อด้วยตนเองไม่ได้
ตัวชี้วัดเหล่านี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
โดยไม่ต้องลงทุนเวลาศึกษาข้อมูลอะไรเพิ่มแบบที่ควรเป็น
เพียงแค่เชื่อมั่นในตัวชี้วัดก็พอ…
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลักของตัวชี้วัดหรอกครับ
ปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้น
มีนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง
พูดถึงประเด็นนี้ได้ตรงแก่นมาก
จนถูกเรียกว่า Goodhart’s law ครับ
“When a measure becomes a target, it ceases to be a good measure.”
ซึ่งแปลแบบง่าย ๆ คือ
“เมื่อตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย มันจะหยุดเป็นตัวชี้วัดที่ดี”
ตัวอย่างเช่น
อยากสุขภาพดี
ตัวชี้วัดหนึ่งที่ใช้ได้คือ น้ำหนักตัว
แต่เมื่อน้ำหนักตัวกลายเป็นเป้าหมาย
คนเราก็เริ่มทำอะไรแปลกๆ เช่น
อดอาหาร
ลดมวลกล้ามเนื้อ
กินยาลดความอ้วน
ทำยังไงก็ได้ให้น้ำหนักน้อยที่สุด
จนสุดท้ายได้น้ำหนักน้อยจริง
แต่ไม่ได้สุขภาพดีขึ้น…
หรือการศึกษาก็เช่นกัน
ตัวชี้วัดหนึ่งที่สำคัญ
ว่าเด็กมีการศึกษาที่ดีมั้ยคือการสอบ
แต่หากการสอบเป็นเป้าหมาย
เด็กจะเริ่มท่องโพย
จำสูตรลัด
หา Tactic ให้ได้คะแนนสอบสูงที่สุด
จนสุดท้ายกลายเป็นว่าได้คะแนนสูงอย่างเดียว
แต่ไม่ได้เข้าใจเนื้อหาจริงๆ…
การเรียนไวโอลินก็ไม่ต่างกันเลยครับ…
ครูเจอเด็กจำนวนมาก
ที่แข่งชนะหลายรายการ
แต่อ่านโน้ตไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว
เพราะฝึกอ่านโน้ตใช้เวลานาน
สู้ให้เด็กจำจากครู เลียนแบบตาม
แล้วไปแข่งชนะเลยย่อมทำได้ง่ายกว่า
หรือเด็กอีกหลายคน
สอบไวโอลินได้คะแนนดี
แต่ท่าเล่นผิด และเล่นเพี้ยนมาก
เพราะการสอบถ้าว่ากันจริงๆ
จะหักคะแนนเรื่องจังหวะไม่ตรงมากกว่าเล่นเพี้ยน
เลยทุ่มกับการเล่นจังหวะให้ตรง
ปล่อยให้เสียงเพี้ยนต่อไป
ยิ่งท่าเล่นไม่ต้องพูดถึง
จะท่าถูกท่าผิด ก็สอบผ่าน แข่งชนะได้
เพราะสนแค่ว่า เพลงระดับนั้นๆที่ใช้แข่งหรือสอบเล่นได้มั้ย
ไม่ได้จะไปสนใจว่า ในอนาคตถ้าเด็กต้องเล่นเพลงยากกว่านี้
ท่าทางการเล่นนั้นจะยังทำให้เขาเล่นได้อยู่มั้ย?
จนกลายเป็นว่าการเรียนไวโอลิน
หากเป้าหมายคือการแข่ง
หรือการสอบได้คะแนนสอบเกรดที่ดี
มักจะไม่ได้ทำให้เล่นไวโอลินในระยะยาวได้ดีจริงๆ
ผมไม่ได้บอกว่าการสอบหรือการแข่งมันไม่ดีนะครับ
ผมก็ส่งเด็กสอบและแข่งเหมือนกัน
แต่เราต้องไม่ลืมว่า
เป้าหมายในการเรียนไวโอลินของเด็ก
ไม่ใช่การสอบและการแข่ง
เด็กต้องเรียนในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการเรียนไวโอลินในระยะยาว
โดยการสอบและแข่งเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น
ไม่ใช่เป้าหมาย
แต่ความน่ากลัวคือ
“เมื่อผู้ปกครองแยกโรงเรียนที่สอนดีจริง
กับโรงเรียนที่ดูดีออกจากกันไม่ได้
อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น
ระบบก็จะเริ่มให้รางวัลกับ ’ภาพลักษณ์‘
มากกว่า ’คุณภาพ‘ แทนครับ”
สิ่งที่ดีในระยะยาวคืออะไรนั้นมันสัมผัสยากมาก
ไม่มีตัวชี้วัดชัดเจนเป็นได้คะแนนเท่าไหร่
หรือได้ถ้วยรางวัลอะไร
เมื่อเป็นแบบนี้
โรงเรียนดนตรีก็ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ปกครอง
จึงเกิดการเน้นสอบและเน้นแข่งกันมากมาย
แต่มีปัญหาในการเล่นไวโอลินซ่อนอยู่สารพัด
ที่ผู้ปกครองและเด็กไม่มีวันรับรู้ได้…
มีทั้งโรงเรียนที่เป็นของจริง พื้นฐานเด็กดีจริง
สอนให้เด็กเก่งได้เกินกว่าแค่การสอบและการแข่ง
ถึงระดับจะไปเข้ามหาวิทยาลัยดนตรีก็ไม่ได้ต้องแก้ไขอะไร
เป็นที่ยอมรับได้ในระดับสากลและมืออาชีพ
เป็นทักษะของการเป็นนักดนตรีที่แท้จริง
และมีโรงเรียนอีกมากมายเช่นกัน
ที่มีแต่ผลงานสอบและแข่ง
แต่เด็กไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี
จนเด็กจะนำไปต่อยอดการเล่นดนตรี
ให้พ้นจากการสอบเกรดและแข่งขันไม่ได้เลย
ถ้าจะเข้ามหาวิทยาลัยดนตรี
ก็มีแต่ต้องโดนรื้อพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้น
ไม่เช่นนั้นก็เก่งไปกว่าใบสอบและถ้วยรางวัลไม่ได้อีกแล้ว…
สิ่งเดียวที่เป็นโล่ป้องกันให้ผู้ปกครองได้คือ
อย่ามองแค่ว่า โรงเรียนนี้เด็กแข่งชนะกี่คน
สอบเกรดผ่านกี่คน
แต่หาข้อมูลครับ
ว่าแนวคิดของโรงเรียนนี้เป็นยังไง?
มีแนวการสอนยังไงบ้าง?
มีวิธีรับมือกับปัญหาต่างๆ ยังไง เช่น ถ้าเด็กไม่ซ้อมจะทำยังไง?
มีระบบตรวจสอบคุณภาพการสอนยังไงที่นอกเหนือจากแค่การแข่งและการสอบ?
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ
โรงเรียนนั้นเหมาะกับลูกของเรามั้ย?
ซึ่งถึงจุดนี้ ครูคิดว่าผู้ปกครองคงเห็นภาพรวมการเรียนดนตรีมามากพอละครับ
ซึ่งเมื่อแนวคิดเชิง Concept พร้อมแล้ว
ครูขอพูดถึงสิ่งที่นำไปใช้จริงแบบ Practical ได้บ้างครับ
—————————
-3. สิ่งที่ควรรู้ในการเรียนไวโอลินตกลงมีเรื่องอะไรบ้าง ที่หากได้รู้แล้วจะเปลี่ยนการเล่นไวโอลินของเด็กๆ หลายคนไปเลย-
ซึ่งครูจะยกตัวอย่างที่ครูคิดว่าสำคัญๆ มา 7 ข้อแบบกว้างๆ ครับ
1. เลิกโทษพรสวรรค์
เดี๋ยวนี้พรสวรรค์ทางดนตรีวัดค่าได้ครับ และวัดได้แม่นด้วย คือเด็กที่วัดได้ค่านี้สูง พอไปเรียนดนตรีเก่งเร็วจริง จนเป็นมาตรฐานที่ใช้กันในงานวิจัยด้านดนตรีศึกษากันทั่วโลกครับ
ประเด็นคือ ครูสอนทั้งเด็กกลุ่ม Gifted ด้านดนตรีมาแล้ว พวกนี้เก่งเร็วจริง เรียนแป๊บเดียวเล่นยังกับเด็กจะเข้ามหาลัยดนตรีตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่อันนั้นคือระดับ 1 ในร้อยจะเจอซักคน
กับกลุ่มเด็ก Average ไม่ได้มีพรสวรรค์ ความแตกต่างคือ แค่ใช้เวลานานกว่า แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น
ในบางกรณี
เด็ก Gifted อาจจะใช้เวลา 1.5 ปีในการเก่งแบบเทพๆได้
แต่เด็กทั่วๆไป อาจจะใช้เวลา 3 ปี ก็เล่นเก่งได้ในระดับเดียวกัน ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่ได้เป็นตัวเลขที่แย่เลยครับ
การที่เด็กเรียนดนตรี โดยอยู่กับความเชื่อที่ว่า “ไม่มีพรสวรรค์เรียนดนตรีไม่ได้” เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดละครับ
เพราะทุกอุปสรรคในการเรียนดนตรีที่เด็กรู้สึกยาก จะถูกโยนไปที่ไม่มีพรสวรรค์ทั้งหมด
ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาแค่มีปัญหาในการเล่นไวโอลิน แต่ไม่มีใครมาแก้ให้ถูกจุดเท่านั้นเอง
”ยิ่งการศึกษามีคุณภาพสูงเท่าไหร่
ความไร้พรสวรรค์ยิ่งส่งผลต่อการศึกษาน้อยเท่านั้น“
2. พื้นฐานของไวโอลินลึกและซับซ้อนกว่าเครื่องดนตรีอื่นๆ หลายเท่า
อันนี้ผมไม่ได้กล่าวอ้างลอยๆครับ
แต่จากประสบการณ์ที่ผมไม่ได้เล่นแค่ไวโอลินแต่เล่นหลายเครื่อง
และการได้พูดคุยกับนักดนตรีหลายคนที่เล่นหลายเครื่องดนตรีเช่นกัน
เราทุกคนแทบจะได้ข้อสรุปเดียวกันว่า
“ไวโอลินพื้นฐานเยอะ ยุ่งยาก ซับซ้อนกว่าเครื่องดนตรีอื่นมากๆ”
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ
พื้นฐานสำหรับเครื่องดนตรีทั่วไปอาจจะเหมือนการขับรถยนต์ในปัจจุบัน ต้องรู้คันเร่ง เบรค การเข้าเกียร์ต่างๆ
แต่พื้นฐานสำหรับไวโอลินเหมือนกับการขับจักรยานล้อเดียวบนเชือกที่ขึงตึงอยู่บนอากาศและต้อง Juggling ลูกบอลพร้อมกับ 3 ลูกไปด้วย
แค่เรื่องท่าเล่นก็มีรายละเอียดยิบย่อยเต็มไปหมด
ที่ถ้าพลาดไปแค่รายละเอียดที่เล็กที่สุดเพียงเรื่องเดียว
ผลที่ตามมาคือ เด็กแทบไม่มีทางเล่นไวโอลินได้เพราะอย่างที่ควรจะเป็น
จนมีนักไวโอลินที่เก่งมากๆท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ครับว่า
“ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีที่ง่ายมาก
แต่ถ้ายากเป็นเพราะคนเล่นไปทำให้มันยากเอง”
ความหมายคือท่าทางการเล่นผิดปุ๊บ
เครื่องไวโอลินจะยากทันทีครับ จะเล่นอะไร ข้ามสาย กดโน้ต ติดขัดไปหมด แต่ถ้าท่าเล่นถูกก็เล่นง่ายทันที
ดังนั้น พื้นฐานสำคัญมาก และไม่เหมือนเครื่องดนตรีอื่นใดในโลก
อย่าเร่งเรียนเพลง
อย่าเร่งสอบ
อย่าเร่งแข่ง
อย่าเร่งอะไรทั้งนั้นครับ
เครื่องนี้ใช้เวลาในการปูพื้นฐานยาวนานและจริงจังมากกว่าเครื่องดนตรีอื่นหลายเท่าครับ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าครูจะสอนเลี้ยงไข้ยังไงก็ได้นะครับ
พัฒนาการของน้องที่เรียนควรจะยังชัดเจนอยู่
แต่ไม่ใช่ในเรื่องของจำนวนเพลง แต่เป็นรายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ที่ทำให้น้องค่อยๆ เล่นเพราะขึ้นครับ
หาครูที่ลงพื้นฐานให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
อาจจะใช้เวลามากๆ ในช่วงแรก
แต่ในระยะยาวคุ้มค่ากว่ามากๆ ครับ
3. เลิกติด Sticker ลงบนไวโอลินเพื่อบอกตำแหน่งกดนิ้วเถอะครับ
คือเวลาจะเล่นเนี่ย ตำแหน่งนิ้วเคลื่อนไป 0.1 มิลลิเมตรก็เพี้ยนละครับ
แต่เวลาเรามอง Sticker เราไม่สามารถมองละเอียดได้ระดับเสี้ยวมิลลิเมตรครับ
เด็กจำนวนมากจึงแค่กดตรงกับ Sticker
แล้วคิดว่าแค่นั้นแปลว่าตนเองเล่นตรงแล้ว
ดังนั้นในมุมมองของครูคือ Sticker เป็นทางลัด
เพื่อไปสู่ตัวชี้วัดคือเล่นเป็นเพลงได้เร็ว
แต่ปัญหาจริงๆที่ว่าเด็กฟังไม่ออกว่าตัวเองเล่นเพี้ยน
ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขจริงๆจังๆครับ
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆของ Goodhart’s law ครับ
และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกในการเรียนไวโอลิน
เพียงแต่ปัญหานี้ชัดเจนที่สุดละครับ
สุดท้าย
นักไวโอลินทุกคนบนโลก
ใช้ “หู” เพื่อฟังว่าตนเองเล่นเพี้ยนหรือไม่
เด็กจึงต้องฝึกพัฒนาอวัยวะเดียวกันกับที่นักไวโอลินใช้จริงครับ
ไม่ใช่ว่าตัดการใช้ “หู” ออกไปเลยเพื่อความสะดวกในการเล่นเพลง
แล้วไปใช้ “ตา” ในการหาเสียงที่ถูกต้องแทน
ซึ่งไม่มีทักษะนี้ในการเล่นไวโอลินจริงด้วยซ้ำ
หาครูที่มีวิธีฝึกให้เด็กฟังเสียงที่ตนเองเล่นให้ออกครับ
ไม่ใช่เอะอะก็ติด Sticker ไว้ก่อน
Sticker ควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ
และใช้ Sticker ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
4. อย่าหาครูที่สะดวก แต่หาครูที่เก่ง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียน ไม่ใช่รอให้เก่งค่อยหาครูเก่ง
ผู้ปกครองหลายท่านจะมีมุมมองว่า
ยังไม่รู้ว่าลูกจะเรียนรอดมั้ย
จะชอบจริงรึเปล่า
เรียนกับครูทั่วๆ ไปก่อนก็ได้
แต่การทำยังงั้นนั่นแหละครับ
บางทีกลับเป็นต้นเหตุให้ลูกเรียนไม่รอด
ไม่ชอบไวโอลิน
และสุดท้ายก็เลิกเรียน
ชอบไม่ชอบ สำหรับเด็กบางทีก็มีหลายตัวแปรครับ
เช่นครูสอนสนุกมั้ย
และตัวเองทำสิ่งนั้นได้ดีรึเปล่า
การได้เจอครูที่เก่ง สอนสนุก
เรียนแล้วพัฒนาขึ้นทุกสัปดาห์ เก่งขึ้นทุกสัปดาห์
ยากมากที่เด็กจะไม่ชอบครับ
อย่างน้อยที่สุด ให้เด็กได้มีพื้นฐานที่ดีก่อนครับ
แล้วเมื่อพื้นฐานดี ทุกอย่างจะไปต่อได้อย่างสวยงามของเขาเอง
ลงทุนให้กับช่วงแรกที่สุด
ถึงจะไกลบ้าน
ถึงจะค่าสอนสูงกว่าท้องตลาดซักหน่อย
แต่ในระยะยาวคุ้มค่ากว่าการที่เรียนมาหลายปีพื้นฐานผิด
แล้วต้องมาเสียทั้งเงินและเวลารื้อพื้นฐานใหม่กันหมดครับ
ช่วงพื้นฐานเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดแล้ว
การเจอครูที่ไม่เก่งตั้งแต่ต้น
แล้วสอนพื้นฐานผิดไป
ก็เหมือนเด็กโดนคำสาปตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเรียนละครับ
ว่าไม่มีวันเก่งได้
สุดท้ายแค่รอกำหนดเวลา
ที่จะท้อและเลิกเรียนเท่านั้น
5. ไม่มีทักษะไหนในดนตรีไม่สำคัญ
ไม่ว่าจะการอ่านโน้ต
การฟัง การแกะเพลง
วิธีการซ้อม
และอื่นๆ
ทุกอย่างสำคัญหมดครับ
ซึ่งต้องระวังทั้งหมดสามสิ่ง
- หนึ่ง ไม่ควรจะสอนโดยใช้ทางลัดใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อตัดสิ่งสำคัญบางอย่างออกไป
เช่น เด็กอ่านโน้ตไม่ออกก็ใช้วิธีเขียนชื่อโน้ตกำกับเอาไว้ (สุดท้ายเด็กจะติดอ่านที่เขียนกำกับ ไม่อ่านโน้ตจริง)
- สอง ไม่ควรสอนแบบขึ้นชื่อว่าแค่ได้สอน
เช่น สอนอ่านโน้ต เอาแบบพออ่านได้ แต่อ่านไม่คล่อง ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงเวลาเล่นดนตรีจริงๆ ก็อ่านไม่ทันอยู่ดี
- สาม ไม่ได้สอน
อันนี้น่าจะหนักสุดครับ แต่บางทีเพื่อทางลัดว่าเด็กเล่นเป็นเพลงได้เร็ว การสอนแต่เพลง ให้เด็กจำเพลง ย่อมเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่เด็กจะเล่นเพลงได้ครับ แต่ในระยะยาว การจะมาสอนเรื่องที่เด็กควรจะมีพัฒนาการมาตั้งแต่ต้นตามมาทีหลัง มันยากมากๆครับ
แล้วถ้าไม่ได้สอนมาตั้งแต่ต้น จะมาสอนทีหลังเนี่ย เด็กท้อครับ สอนยากมากๆ ได้ผลดีไม่เท่าสอนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกครับ
อย่าละเลยทักษะสำคัญอื่นๆ เพียงเพื่อผลลัพธ์คือเล่นเป็นเพลงได้เร็ว ดูดี ดูเก่ง แต่ไม่ยั่งยืนครับ
ถ้าจะหาครู หรือสังเกตการสอนของครู
ต้องคอยดูตลอดว่าลูกเราแค่ฝึกแต่เพลงไปเรื่อยๆ
หรือกำลังได้รับการปูพื้นฐานครบทุกมิติของการเรียนดนตรีครับ
6. ปัญหาที่ทุกคนชินชากับการเรียนไวโอลิน จริงๆแล้วมีทางแก้
สารพัดปัญหาที่เด็กเรียนไวโอลินมักจะพบเจอกันบ่อยๆ
พอมันเกิดขึ้นบ่อยก็เลยเริ่มจะยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติไปซะยังงั้น
เช่น
เด็กไม่ซ้อม…
เด็กฟังเสียงที่ตนเองเล่นว่าเพี้ยนรึเปล่าไม่ออก…
เด็กส่วนใหญ่เล่นไม่เพราะ มีแค่เด็กที่มีพรสวรรค์เล่นเพราะ…
จริงๆ ปัญหาเหล่านี้มีต้นตอทั้งหมดครับ
ถ้าครูที่สอนมองทะลุ เขาจะหาเจอรากของปัญหาเหล่านี้และแก้ได้ครับ
อย่ายอมรับแค่ว่าลูกเล่นไวโอลินไม่เพราะ
ดูมีปัญหา แล้วจบแค่ว่า
ลูกไม่เก่ง…
ลูกไม่มีพรสวรรค์…
หรือลูกไม่ขยันซ้อม…
ทุกอย่างมีที่มา แก้ไขได้
และมีครูที่สามารถทำให้เขาเล่นไวโอลินเก่งได้ครับ
เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องหาข้อมูล สืบเสาะแสวงหาให้เจอ
แล้วเวลาเจอแล้ว
ผมรับรองว่าคุณพ่อคุณแม่จะเปิดโลกการเรียนดนตรีใหม่เลย
ว่าการเรียนที่มีคุณภาพจริงๆ
มีทางออกให้กับปัญหาเหล่านี้แทบทั้งหมด
จนมาตรฐานเดิมๆ ที่ผู้ปกครองหลายๆ คนเชื่อและชินกันจะสลายไปทันทีครับ
7. หาข้อมูลให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุดท้าย ครูว่าข้อนี้ชนะทุกข้อครับ
ต่อให้ครูเขียนบทความยาวกว่านี้เป็น 100 ข้อ
ก็ครอบคลุมไม่ครบหรอกครับ
ชีวิตจริงไม่มีสูตรสำเร็จสรุปออกมาเหลือไม่กี่ข้อครับ
แต่ที่ผมเขียนมายาวขนาดนี้
อาจจะเป็น Concept ซะเยอะ
แต่ก็เพื่อให้เห็นปัญหาโดยภาพรวม ได้เข้าใจ
และเห็นความสำคัญว่า
การจะให้ลูกเริ่มเรียนไวโอลินมันซับซ้อนกว่าที่คิด
ดังนั้น หาข้อมูลเยอะๆ ครับ
ไม่ว่าจะเป็นแนวการสอนของครูแต่ละท่าน
อย่ามองแค่ผลงานของครูหรือโรงเรียนครับ
เดี๋ยวนี้ผลสอบหรือรางวัลแข่งขันอย่างเดียว
ไม่พอจะบอกคุณภาพระยะยาวทั้งหมดได้
แต่มองทะลุให้ถึงปรัชญา แนวคิด และวิธีการสอน
ว่าเหมาะสมกับลูกของเรามั้ย
ไม่มีหลักสูตรหรือหนังสือเรียนไวโอลินเล่มไหน
ที่เป็นเล่มที่ดีที่สุดที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน
ต่อให้หลักสูตรนั้นจะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายครูที่เก่ง จะเลือกผสมผสานสิ่งที่เหมาะที่สุดให้กับเด็กคนนั้นเสมอ
หมอทุกคนก็จบแพทย์
แต่ไม่ใช่หมอทุกคนจะเก่ง
สุดท้ายก็ต้องศึกษาหาข้อมูลอยู่ดี
ถ้าจะเจอหมอเก่งๆ ซักคน
ดังนั้นสิ่งเดียวที่ช่วยให้การเรียนไวโอลินของลูกมีคุณภาพสูงสุด
อยู่ในมือคุณพ่อคุณแม่แล้วครับ
—————————
ผู้เขียน: อาจารย์ณัฐนุชา ศศิปุราณะ (ครูนุ)
ผู้ก่อตั้ง MusIQ School และสมาชิก Mensa และ Intertel (The International Legion of Intelligence)
ครูนุมีความสนใจในการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่าง “วิธีการสอน” กับ “วิธีคิด” ที่เด็กพัฒนาในระยะยาว และจากประสบการณ์ในการสอน พบว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดพรสวรรค์ แต่เพราะไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกจุด
เมื่อพื้นฐานได้รับการปรับอย่างถูกต้อง เด็กหลายคนสามารถพัฒนาได้จนคว้ารางวัลระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 เวที และครูนุเชื่อว่าการเล่นไวโอลินคือศาสตร์ที่ผสานทั้งฟิสิกส์ กายวิภาค และจิตวิทยาการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เสียงที่ไพเราะจึงไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนที่ถูกต้องและแม่นยำ
—————————
หากสนใจเรียนไวโอลิน ต้องการขอทดลองเรียนหรือมีข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนไวโอลิน สามารถติดต่อได้ทาง
Line ID:
โทร: 081-985-2065 (โรงเรียน) | 085-154-8283 (ครูนุ)
#ฝึกวิธีคิดไม่ใช่แค่ฝึกนิ้ว
#ดนตรีพัฒนาสมอง
21/05/2026
เคยสงสัยมั้ยครับ…
ทำไมเด็กบางคน
ตอนซ้อมเล่นได้ดีมาก
แต่พอขึ้นเวทีจริงกลับหลุด เล่นผิด และเสียสมาธิง่าย
หรือถ้าหนักหน่อย…
แม้แต่ตอนซ้อมบางคนเล่นผิดอยู่นั่น
จนจะไปแสดงจริงๆ ไม่น่าจะได้เลย
ในขณะที่เด็กบางคน
กลับเล่นบนเวทีได้แบบไร้ที่ติ
จนแทบไม่ต่างจากนักดนตรีมืออาชีพเลย
จริงๆ สิ่งนี้มีสาเหตุครับ
และไม่ได้เกี่ยวกับพรสวรรค์แต่อย่างใด
เพราะแม้แต่เด็กที่ไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษอะไร
ที่นี่ก็เคยสอนจนแข่งชนะเลิศมาหลายเวทีละครับ
ซึ่งครูสรุปเป็นแนวคิดสำคัญ 3 ข้อ
ที่เปลี่ยนการเล่นของเด็กที่เรียนที่นี่มาหลายคนละครับ
เด็กบางคนที่เคยเรียนไม่รอด
เมื่อเปลี่ยนวิธีคิดในการซ้อม
สุดท้ายกลับพัฒนาไปจนถึงระดับแข่งขัน
จนเป็นแชมป์ประเทศได้ก็มีมาแล้วครับ
—————————
-1. เล่นผิด ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือสถิติ-
”สักวันหนึ่ง การคิดเชิงสถิติจะกลายเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พอๆ กับความสามารถในการอ่านออกเขียนได้
Statistical thinking will one day be as necessary for efficient citizenship as the ability to read and write.“
- H.G. Wells
เด็กๆ ส่วนใหญ่เวลาเล่นผิดจะคิดแค่ว่า
เราแค่พลาดหรือมันเป็นแค่อุบัติเหตุครับ
แต่ถ้าเราวิเคราะห์กันให้ดีๆ จะพบว่า
การแสดงบนเวทีนั้น
คือผลของสถิติว่าเราซ้อมมายังไง
เช่นสมมุติเราซ้อมเพลง แล้วจุดหนึ่งเราผิดบ่อย
ปรากฏว่ากว่าจะแสดงซ้อมไป 100 ครั้ง
รวมๆ แล้วเล่นถูก 30 ครั้ง
แต่เล่นผิดไป 70 ครั้ง
แปลว่าโอกาสที่จะเล่นพลาดที่จุดนี้คือ 70%
และอย่าลืมว่าบนเวทีจริง ยิ่งประหม่า ตื่นเต้น
โอกาสพลาดมักสูงขึ้นกว่าตอนซ้อมอีกครับ
แล้วในเพลงส่วนใหญ่
ไม่ได้มีแค่จุดเดียวครับที่พลาดบ่อย
รวมๆ กันหลายจุด กลายเป็นว่า
ถ้าเพลงยาวๆหน่อย
การจะเล่นเพลงตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ผิดเลย
โอกาสก็อาจเหลือไม่ถึง 5% ได้เหมือนกันครับ
หัวใจสำคัญจึงเป็นการทำยังไงก็ได้
ให้ตอนซ้อม แทบจะไม่มีการซ้อมผิด
เพื่อให้สถิติของการเล่นถูกเพิ่มขึ้นครับ
และเอาจริง ยิ่งซ้อมผิดบ่อยยิ่งชิน
จะยิ่งแก้ให้ถูกยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
สู้ทำให้ถูกแต่แรกไปเลยดีกว่า
เมื่อเด็กเข้าใจวิธีคิดนี้แล้วจึงนำมาสู่ข้อที่สองครับ
—————————
-2. ไม่อ่านโน้ต = ทางลัดที่ลดโอกาสสำเร็จในเชิงสถิติ-
“ทางลัด มักทำให้เสียเวลาในระยะยาว
Shortcuts make long delays.“
- J.R.R. Tolkien
จริงอยู่ครับ ในการแสดงเดี่ยวไวโอลินต้องจำโน้ต
แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรจะอ่านโน้ตครับ
ผมพบว่าเด็กหลายคนซ้อมผิดบ่อยมาก
เพราะต้นเหตุคือไม่อ่านโน้ตเนี่ยแหละครับ
จะพึ่งความจำเอาอย่างเดียว
ประเด็นคือในแต่ละเพลงผมแยกเวลาเด็กเล่นผิดไว้ 2 แบบครับ
1. ผิดแบบโจ่งแจ้ง:
คือสิ่งที่ผิดแล้วรู้ว่าผิดได้ทันทีด้วย Sense ทางดนตรี
เช่นพวกโน้ตผิด เสียงผิด
ถ้าเคยฟังเพลงไม่ต้องดูโน้ตบางทีก็รู้ครับว่าเล่นผิด
2. ผิดแบบซ่อนเร้น:
คือสิ่งที่ผิดแล้วรู้ได้ว่าผิดยากมากถ้าไม่อ่านโน้ต
เช่นพวกคันชักผิด เสียงดังเบา
และรายละเอียดเล็กๆ ต่างๆ ในเพลง
ต่อให้ฟังเพลงมาจนคุ้นแล้ว เวลาผิดก็ไม่ค่อยจะรู้ตัวว่าผิดอยู่ดีครับ
เด็กที่ชอบคิดว่า
ไม่อ่านโน้ตก็ซ้อมได้
กลุ่มนี้แหละครับ ซ้อมผิดบ่อยมากๆ
ผิดแต่ละทีก็ผิดไม่ซ้ำที่กัน
เพราะความจำไม่แม่นยำ 100% ครับ
กลับกัน เด็กที่อ่านโน้ตคล่อง
โอกาสซ้อมในสิ่งที่ผิดก็ลดลงตามไปด้วย
แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ ถ้าฝึกมาดีๆ
ตาเห็นปุ๊ปก็เล่นตามที่อ่านได้อัตโนมัติ
เมื่อซ้อมในสิ่งที่ถูกบ่อยครั้งมากพอ
ถึงตอนนั้นแหละครับจึงควรจะฝึกจำโน้ต
การที่เด็กไม่อ่านโน้ตเลย
แล้วใช้การฟังและจำเอาอย่างเดียว
จึงเป็นวิธีที่ครูไม่เห็นด้วยอย่างมากครับ
เพราะมันใช้ได้กับเพลงช่วงแรกๆ ที่เรียนแต่ยังรายละเอียดไม่เยอะ
แต่ในชีวิตจริง เพลงยิ่งยาก ยิ่งยาว
ยิ่งรายละเอียดเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าใช้การฟังและการจำ
เท่ากับเรากำลังจำกัดความสามารถของเรา
เท่ากับที่เราจำได้เท่านั้น
“แต่การอ่านไม่มีขีดจำกัด” ครับ
จริงอยู่ครับการฝึกแบบนี้ใช้พลังสมองเยอะ
เพราะต้องอ่าน และแปลสัญลักษณ์ให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวจริง
เป็นกระบวนการคิดขั้นสูงกว่าความจำ
ซึ่งโดยธรรมชาติมนุษย์เราจะเข้าโหมดประหยัดพลังงานสมองครับ
แต่ในความเป็นจริง
ในภาพรวมๆ ใช้เวลาซ้อมน้อยกว่าเยอะครับ
คนเราบางทีไม่ยอมเหนื่อยความคิด
แต่ดันไปยอมทนเหนื่อยกาย
เหนื่อยใจ และเหนื่อยอื่นๆ ในทุกมิติ
แปลกดีมั้ยละครับ…
—————————
-3. นิ้วขยับได้เพราะสมองสั่ง-
”การล้มเหลวในการเตรียมตัว ก็คือการเตรียมตัวที่จะล้มเหลว
By failing to prepare, you are preparing to fail.“
- Benjamin Franklin
ลองคิดดูดีๆครับ ว่าในความเป็นจริง
เวลาเล่นดนตรีนิ้วมันไม่ได้ขยับไปเองนะครับ
สิ่งที่สั่งให้นิ้วขยับคือสมอง
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ละเอียดขนาดไหน
สุดท้ายก็สมองสั่งอยู่ดี
ดังนั้นสิ่งสุดท้ายที่ผมสอนเด็กเสมอคือ
”ก่อนลงมือซ้อม
คิดก่อนว่าจะทำอะไร“
เด็กหลายๆ คน
ชินกับสมองที่ใช้ระบบคิดเร็วตลอดเวลาครับ
ยิ่งมาในยุค iPad ที่ทุกอย่างเร็วไปหมด
สมองชินกับการตอบสนองอัตโนมัติ
จนแทบไม่ค่อยชินกับการคิดช้าๆ ก่อนลงมือทำด้วยซ้ำ
ดังนั้นเวลาจะซ้อม ก็ซัดเลย
ผลออกมาแน่นอน ก็ต้องซ้อมผิดแหละครับ
แต่การวางแผนก่อน มองโน้ตก่อน
จินตนาการก่อนว่านิ้วขยับยังไงถึงจะถูกต้อง
เมื่อลำดับความคิดทุกอย่างเสร็จแล้ว
ตอนนั้นแหละครับ ค่อยลงมือซ้อม
แล้วโอกาสซ้อมผิดจะลดลงอย่างชัดเจนเลยครับ
จริงๆ การทำแบบนี้
เด็กใช้เวลาก่อนลงมือเล่นแค่ไม่กี่วินาทีเองครับ
แต่ลดโอกาสซ้อมในสิ่งที่ผิดไปได้เยอะมาก
ความยากคือฝึกนิสัยให้เด็กช้าลง
แล้วควบคุมตัวเอง คิดก่อนลงมือทำนั่นแหละครับ
เหนือไปกว่าการคิดแค่ขยับนิ้ว
คือคิดในภาพรวมของเพลงทั้งหมดครับ
ว่าจะว่าแผนการซ้อมยังไง
ท่อนไหนที่เล่นไม่ดีก็ซ้อมท่อนนั้นเยอะหน่อย
ไม่ใช่เอะอะซ้อมทั้งเพลง วนไปเรื่อยๆ
และมีเทคนิคในการซ้อมอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเพลงได้
อันนี้การวางแผนการกระทำล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอนเลยครับ
—————————
-สรุป-
“การซ้อม ไม่ได้ทำให้สมบูรณ์แบบ
มีแต่การซ้อมอย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น ที่ทำให้สมบูรณ์แบบ
Practice does not make perfect.
Only perfect practice makes perfect.“
- Vince Lombardi
สุดท้ายทั้งสามข้อมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวครับ
ทำยังไงก็ได้ ให้ซ้อมในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าซ้อมในสิ่งที่ผิด
เพื่อให้สมองและร่างกายจดจำเพียงแค่การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องเท่านั้น
แต่ที่เหนือกว่านั้น
จริงๆ แล้วทั้ง 3 ข้อนั้น
ไม่ได้ใช้ได้กับแค่ไวโอลินหรอกครับ
ถ้าได้เป็นนิสัยติดตัวไป
สามารถใช้กับมิติอื่นๆในชีวิตได้อีกเยอะครับ
การเรียนไวโอลินสำหรับผม
จึงไม่ใช่แค่การฝึกเครื่องดนตรีชิ้นนึง
เพื่อให้เล่นเพลงได้แล้วจบไป
แต่เป็นการฝึกความคิดเสียมากกว่า
ซึ่งความคิดนั้นทำให้การเรียนไวโอลินมีประสิทธิภาพ
แล้วจึงนำความคิดเดียวกันนี้
ทำให้มิติอื่นๆ ของชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย
เพราะสุดท้ายสำหรับมนุษย์
การควบคุมความคิดของตนเอง
และคุณภาพของวิธีคิด
แทบจะเป็นต้นเหตุของทุกการกระทำของมนุษย์
ถ้าไม่เริ่มสอนจากความคิด
ก็เป็นการสอนแค่ปลายเหตุเท่านั้น
—————————
ผู้เขียน: อาจารย์ณัฐนุชา ศศิปุราณะ (ครูนุ)
ผู้ก่อตั้ง MusIQ School และสมาชิก Mensa และ Intertel (The International Legion of Intelligence)
ครูนุมีความสนใจในการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่าง “วิธีการสอน” กับ “วิธีคิด” ที่เด็กพัฒนาในระยะยาว และจากประสบการณ์ในการสอน พบว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดพรสวรรค์ แต่เพราะไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกจุด
เมื่อพื้นฐานได้รับการปรับอย่างถูกต้อง เด็กหลายคนสามารถพัฒนาได้จนคว้ารางวัลระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 เวที และครูนุเชื่อว่าการเล่นไวโอลินคือศาสตร์ที่ผสานทั้งฟิสิกส์ กายวิภาค และจิตวิทยาการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เสียงที่ไพเราะจึงไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนที่ถูกต้องและแม่นยำ
—————————
หากสนใจเรียนไวโอลิน ต้องการขอทดลองเรียนหรือมีข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับการเรียนไวโอลิน สามารถติดต่อได้ทาง
Line ID:
โทร: 081-985-2065 (โรงเรียน) | 085-154-8283 (ครูนุ)
#ฝึกวิธีคิดไม่ใช่แค่ฝึกนิ้ว
#ดนตรีพัฒนาสมอง