Kid Mai by Dr.Mai

Kid Mai by Dr.Mai

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Kid Mai by Dr.Mai, การศึกษา, 1191 ซออารีย์1 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท, Bangkok.

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา นักเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG SDGs IDGs ที่นำธรรมะ ธุรกิจ และเทคโนโลยีมาผสานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ มีผลงานจริงที่ถูกนำเสนอกว่า 100+ สื่อ จาก 40+ ประเทศทั่วโลก

24/06/2026

บทเรียนจาก Mars ในการขับเคลื่อนเกษตรฟื้นฟูและอาหารเพื่อสุขภาวะ

ในวันที่โลกธุรกิจไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น แต่ต้องรับมือกับความผันผวนของภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบางมากขึ้น แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ หรือกิจกรรมเพื่อสังคมที่แยกออกจากธุรกิจหลักอีกต่อไป

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายการผลิต การจัดซื้อ และการกระจายสินค้าทั่วโลก ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นเงื่อนไขของความอยู่รอด เป็นวิธีคิดใหม่ในการสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ ควบคู่กับการดูแลโลก ผู้คน ชุมชน และระบบอาหารในระยะยาว



Mars เป็นหนึ่งในบริษัทระดับโลกที่พยายามสะท้อนแนวคิดนี้ผ่านรายงาน Sustainable in a Generation Report 2025 ซึ่งนำเสนอความคืบหน้าของบริษัทในด้านเกษตรกรรมฟื้นฟู อาหารเพื่อสุขภาวะ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Mars เริ่มต้นแผน Sustainable in a Generation Plan ตั้งแต่ปี 2017 โดยวางเป้าหมายสำคัญไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างโลกที่สุขภาวะดีขึ้น การสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและสัตว์เลี้ยง และการส่งเสริมสังคมที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวสำคัญในรายงานล่าสุดยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ Mars สามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนครบ 100% ในการดำเนินงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัทในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจโดยตรง

Mars เป็นเจ้าของแบรนด์อาหาร ขนม และอาหารสัตว์เลี้ยงที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก เช่น M&M’s, Snickers, Whiskas และ Pedigree อีกทั้งยังได้ขยายพอร์ตธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการ Kellanova ซึ่งทำให้มีแบรนด์อย่าง Pringles, Pop-Tarts และซีเรียลระหว่างประเทศของ Kellogg’s เพิ่มเข้ามาในเครือ

ภายใต้เป้าหมายด้านภูมิอากาศ Mars ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าลง 50% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เมื่อเทียบกับฐานปี 2015



ในปี 2025 บริษัทระบุว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้ 16.9% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 ได้ 42.6% นอกจากนี้ Mars ยังจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ 78.4% ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวในการใช้ไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2040

สาระสำคัญของแนวทาง Mars ไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมองความยั่งยืนเป็นกลไกสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ เมื่อฤดูกาลเพาะปลูกเปลี่ยนไป สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นเรื่องปกติ องค์กรจึงไม่อาจแยกเรื่องสิ่งแวดล้อมออกจากยุทธศาสตร์การเติบโตได้

หนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ Mars ให้ความสำคัญคือเกษตรกรรมฟื้นฟู หรือ regenerative agriculture ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดผลเสียจากการเพาะปลูก แต่เป็นการปรับระบบการผลิตให้ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้เกษตรกรรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้ดีขึ้น



ในปี 2025 Mars สนับสนุนโครงการเกษตรอัจฉริยะด้านภูมิอากาศประมาณ 77 โครงการ ครอบคลุม 26 ประเทศ และพืชหลัก 12 ชนิด โดยทำงานร่วมกับเกษตรกร นักวิจัย และพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเพิ่มความทนทานของพืชผลและสนับสนุนระบบอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้น

ตัวอย่างหนึ่งคือความร่วมมือระหว่าง Mars, PepsiCo และ ADM ในโปแลนด์ เพื่อส่งเสริมโครงการเกษตรกรรมฟื้นฟูที่ช่วยให้เกษตรกร 24 รายปรับใช้แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืนมากขึ้น โครงการนี้สนับสนุนการผลิตข้าวสาลีเชิงฟื้นฟูบนพื้นที่ 3,450 เฮกตาร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงอย่าง Whiskas และ Pedigree

สิ่งที่น่าสนใจคือ Mars ไม่ได้นำเสนอเกษตรกรรมฟื้นฟูในฐานะโครงการรักษ์โลกแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงเข้ากับความมั่นคงของวัตถุดิบ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการแข่งขัน และความสัมพันธ์ระยะยาวกับเกษตรกร นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจากการทำความยั่งยืนเพราะต้องรับผิดชอบ ไปสู่การทำความยั่งยืนเพราะเป็นรากฐานของธุรกิจที่แข็งแรงกว่าเดิม



ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Mars สะท้อนแนวคิดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้นำธุรกิจในปัจจุบันต้องรับมือกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความคาดหวังด้านผลลัพธ์ระยะสั้น ในบริบทเช่นนี้ ความยั่งยืนไม่ควรถูกมองเป็นวาระที่แยกออกจากธุรกิจ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพิ่มความยืดหยุ่น และช่วยให้องค์กรแข่งขันได้จริง

นอกจากมิติด้านสิ่งแวดล้อม Mars ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะของผู้คนและชุมชนผ่านแนวคิด nourishing wellbeing หรือการส่งเสริมสุขภาวะผ่านอาหาร วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ



บริษัทพยายามขยายการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ผ่านความร่วมมือ การบริจาค และโครงการระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนชุมชนให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ในพอร์ตอาหารให้ตอบโจทย์สุขภาพมากขึ้น เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Ben’s Original ที่มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และไม่มีส่วนผสมสังเคราะห์บางประเภท

ในออสเตรเลีย Mars Food & Nutrition Australia ได้บริจาคอาหารจำนวน 4.47 ล้านมื้อในปี 2025 ผ่านโครงการความร่วมมือกับ Foodbank Australia ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของบริษัทอาหารไม่ได้จำกัดอยู่ที่การผลิตและจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตของชุมชนด้วย



Dr. Abigail Stevenson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Mars อธิบายว่า การส่งเสริมสุขภาวะหมายถึงการพัฒนาพอร์ตผลิตภัณฑ์บนฐานของวิทยาศาสตร์ โดยคำนึงถึงทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง พร้อมกับสนับสนุนการเข้าถึงอาหารผ่านพันธมิตรและโครงการชุมชน การสร้างผลกระทบที่แท้จริงจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างความยืดหยุ่น นวัตกรรม และความไว้วางใจ

กรณีของ Mars ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่ว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงการลดคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด หรือการทำโครงการเพื่อสังคมเป็นครั้งคราว แต่คือการออกแบบระบบธุรกิจใหม่ให้เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขภาพ ผู้คน และห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน



เมื่อโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน องค์กรที่มองความยั่งยืนเป็นภาระอาจเคลื่อนตัวช้า แต่ธุรกิจที่มองความยั่งยืนเป็นความสามารถหลัก จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบใหม่ ทั้งในด้านความมั่นคงของวัตถุดิบ ความสัมพันธ์กับพันธมิตร ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความพร้อมในการเติบโตระยะยาว

ท้ายที่สุด สิ่งที่ Mars กำลังทำไม่ได้เป็นเพียงการตอบโจทย์โลกสีเขียว แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจอาหารในอนาคตต้องไม่เพียงขายสินค้าให้อิ่มท้อง แต่ต้องมีบทบาทในการฟื้นฟูระบบเกษตร สร้างสุขภาวะให้ผู้คน และทำให้ห่วงโซ่อาหารทั้งระบบแข็งแรงพอที่จะรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา




+++++++++

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs

Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth

เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ

แอดไลน์ .veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645

#เศรษฐกิจฟื้นฟู #ธุรกิจยั่งยืน

23/06/2026

ความปลอดภัยทางจิตวิทยา พื้นที่ที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าพูด และกล้าเติบโตไปกับองค์กร

ในโลกการทำงานยุคใหม่ องค์กรไม่ได้ต้องการเพียงคนเก่งที่ทำงานตามหน้าที่ได้ดีเท่านั้น แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าถาม กล้าทดลอง และกล้าแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิ ถูกตัดสิน หรือถูกมองว่าเป็นปัญหา เพราะในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การแข่งขันรุนแรง และ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่องค์กรต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่คือคนที่ยังรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลง

การสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาและการทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมจึงเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนเองมีพื้นที่ในการพูด มีคุณค่าในทีม และความคิดเห็นของตนได้รับการรับฟัง พนักงานจะไม่เพียงแค่ทำงานให้เสร็จ แต่จะมีพลังในการคิด ร่วมมือ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง



ความปลอดภัยทางจิตวิทยาไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนสบายใจตลอดเวลา หรือหลีกเลี่ยงความเห็นต่าง แต่หมายถึงการสร้างวัฒนธรรมที่คนสามารถพูดความจริง เสนอไอเดีย ตั้งคำถาม ยอมรับข้อผิดพลาด และเรียนรู้ร่วมกันได้โดยไม่ถูกทำให้รู้สึกด้อยค่า สภาพแวดล้อมเช่นนี้ช่วยให้ทีมไม่ปิดบังปัญหา ไม่กลัวการทดลอง และไม่หลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยาก แต่สามารถใช้ความเห็นต่างเป็นพลังในการพัฒนา

ผู้นำที่ต้องการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาในทีมจำเป็นต้องเริ่มจากการสื่อสารอย่างเปิดเผย เปิดพื้นที่ให้สมาชิกในทีมสามารถพูดคุย แบ่งปันมุมมอง และสะท้อนความคิดได้อย่างเป็นธรรมชาติ การสื่อสารแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการบอกให้ทุกคนพูดเท่านั้น แต่เกิดจากบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกว่าการพูดของเขามีความหมาย และจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในการลดคุณค่าหรือทำลายความไว้วางใจ

อีกทักษะสำคัญคือการตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ เพราะสิ่งที่ทำให้คนกล้าพูดหรือไม่กล้าพูด มักไม่ได้อยู่ที่คำถามแรก แต่อยู่ที่ปฏิกิริยาหลังจากเขาพูดออกมา หากผู้นำรับฟังด้วยความตั้งใจ ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจ และให้ข้อเสนอแนะอย่างเคารพ พนักงานจะรู้สึกว่าความคิดของตนมีพื้นที่ แต่หากทุกครั้งที่เสนอความเห็นแล้วถูกตัดบท ถูกตำหนิ หรือถูกมองว่าเป็นภาระ ทีมจะค่อย ๆ เงียบลง และองค์กรจะสูญเสียสัญญาณสำคัญที่ควรได้รับรู้



นอกจากนี้ ความเสมอภาคในการให้ความคิดเห็นยังเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม องค์กรที่ดีไม่ควรรับฟังเฉพาะเสียงของคนที่พูดเก่ง มีตำแหน่งสูง หรือมีอิทธิพลในห้องประชุมเท่านั้น แต่ควรออกแบบพื้นที่ให้ทุกเสียงมีโอกาสถูกได้ยินอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเสียงของคนที่อยู่ใกล้ปัญหา คนหน้างาน หรือคนที่อาจไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในโครงสร้างอำนาจแบบเดิม

เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับงานมากขึ้น กล้าเรียนรู้ทักษะใหม่ กล้าปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี และกล้าร่วมมือกับ AI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาคุกคามคุณค่าของตนเอง ความรู้สึกปลอดภัยจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนไม่หยุดนิ่ง แต่พร้อมเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

ท้ายที่สุด องค์กรที่สามารถสร้าง Psychological Safety และ Belonging ได้อย่างแท้จริง จะไม่เพียงได้ทีมที่ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น แต่จะได้วัฒนธรรมที่คนกล้าเป็นเจ้าของปัญหา กล้าเสนอทางออก และกล้าสร้างคุณค่าใหม่ให้กับงาน ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะอนาคตขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของผู้นำในการสร้างพื้นที่ที่มนุษย์ยังรู้สึกว่าตนเองมีเสียง มีคุณค่า และมีความหมายในการทำงานร่วมกัน




+++++++++

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs

Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth

เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ

แอดไลน์ .veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645

#เศรษฐกิจฟื้นฟู #ธุรกิจยั่งยืน

22/06/2026

ล่วงเข้าสู่กลางปี 2026 AI กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง การเป็นผู้นำในยุคนี้จึงไม่ได้วัดกันแค่ความเชี่ยวชาญเฉพาะสายงาน หรือความสามารถในการบริหารงานให้สำเร็จตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ผู้นำต้องสามารถเชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีความหมาย

เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานมากขึ้น บทบาทของผู้นำจะเปลี่ยนจากผู้สั่งการ เป็นผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำจึงต้องเข้าใจทั้งศักยภาพของเทคโนโลยี ข้อจำกัดของระบบ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนในองค์กร เพราะการนำ AI มาใช้ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ภายในทีม



สิ่งสำคัญประการแรกคือ ผู้นำต้องมีความรู้ความเข้าใจใน AI หรือ AI Literacy มากขึ้น ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคทั้งหมด แต่ต้องเข้าใจว่า AI สามารถเข้ามาช่วยงานในจุดใด ลดภาระซ้ำซ้อนอย่างไร เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจแบบไหน และมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระมัดระวัง บทบาทของผู้นำจึงไม่ใช่แค่การอนุญาตให้ทีมใช้ AI แต่ต้องช่วยชี้ทิศทาง สร้างแนวทางการใช้งานที่เหมาะสม และส่งเสริมให้ทีมมองเห็นโอกาสในการประยุกต์ใช้ AI กับงานจริงอย่างมีความรับผิดชอบ

ในทางปฏิบัติ ผู้นำจะต้องพัฒนาความสามารถในการค้นหา AI use cases ที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร รู้ว่ากระบวนการใดควรถูกยกระดับด้วย AI และกระบวนการใดยังต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์เป็นหลัก นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI หรือ Human-AI Collaboration เพื่อให้คนในทีมไม่ได้รู้สึกว่า AI เข้ามาแทนที่ตนเอง แต่เห็นว่า AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายศักยภาพ ลดงานที่สิ้นเปลืองพลัง และเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ และความเข้าใจเชิงลึกมากขึ้น



อีกทักษะหนึ่งที่สำคัญคือการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล หรือ Data-informed Decision ผู้นำในยุค AI ต้องสามารถใช้ข้อมูลเป็นฐานในการมองสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ข้อมูลกลายเป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไป เพราะข้อมูลอาจสะท้อนอดีตได้ดี แต่ไม่ได้เข้าใจบริบท ความรู้สึก ความเปราะบาง หรือความเป็นมนุษย์ทั้งหมด ผู้นำที่ดีจึงต้องใช้ข้อมูลร่วมกับประสบการณ์ จริยธรรม และวิจารณญาณ เพื่อให้การตัดสินใจมีทั้งความแม่นยำและความรับผิดชอบ



ประการต่อมาคือ ผู้นำต้องเป็น Human-Centric Leader หรือผู้นำที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ยิ่งสถานที่ทำงานถูกขับเคลื่อนด้วย AI มากเท่าไร ความเป็นมนุษย์ของผู้นำยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI อาจสร้างทั้งความตื่นเต้น ความกังวล ความไม่มั่นคง และความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกลดคุณค่า ผู้นำจึงต้องรับฟังอย่างลึกซึ้ง สื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทีมสามารถเรียนรู้ ทดลอง และปรับตัวโดยไม่กลัวการถูกตัดสิน

ภาวะผู้นำที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางยังรวมถึงการมอบอำนาจให้ทีม หรือ Empowerment ผู้นำไม่ควรรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่ตนเองทั้งหมด แต่ต้องสร้างความไว้วางใจให้คนในทีมสามารถตัดสินใจในขอบเขตที่เหมาะสม กล้าลองใช้เครื่องมือใหม่ กล้าตั้งคำถามกับวิธีทำงานเดิม และกล้าร่วมออกแบบอนาคตของงานไปพร้อมกัน ทักษะสำคัญในจุดนี้คือความยืดหยุ่นในการปรับตัว การสื่อสารด้วยความเข้าใจ และการมอบหมายการตัดสินใจอย่างมีระบบ



นอกจากความรู้ด้านเทคโนโลยีและการบริหารคนแล้ว ผู้นำยังต้องใช้ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence เพื่อสร้างความมั่นคงภายในทีม เพราะการทำงานร่วมกับ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือ แต่เปลี่ยนความรู้สึกของคนที่มีต่องานของตนเอง บางคนอาจรู้สึกว่าตนเองต้องเร่งเรียนรู้ให้ทัน บางคนอาจกลัวว่าจะถูกแทนที่ บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้นำจึงต้องสามารถอ่านบรรยากาศของทีม เข้าใจอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ และช่วยให้คนกลับมารู้สึกมั่นคง มีคุณค่า และมีพลังในการเดินต่อ

ความฉลาดทางอารมณ์ยังช่วยให้ผู้นำสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้มากขึ้น ในยุคที่ข้อมูลและระบบอัตโนมัติอาจทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนอาจเปราะบางลง ผู้นำต้องไม่ปล่อยให้ทีมกลายเป็นเพียงหน่วยผลิตผลงาน แต่ต้องดูแลความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และพลังใจของคนในองค์กร เพราะสุดท้ายแล้ว AI อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่ความไว้วางใจ ความผูกพัน และแรงบันดาลใจยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างให้กัน



อีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากขึ้นคือ ผู้นำต้องเป็นผู้นำด้านจิตใจ ไม่ใช่ในความหมายของการสอนความเชื่อหรือชี้นำชีวิตของผู้อื่น แต่หมายถึงการเป็นหลักภายในองค์กร เป็นผู้ที่ช่วยให้ทีมไม่หลงทางท่ามกลางความเร็ว ความซับซ้อน และแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลง ผู้นำด้านจิตใจต้องมีความนิ่งภายในพอที่จะไม่ตื่นตระหนกไปกับทุกกระแสใหม่ มีสติพอที่จะตั้งคำถามกับเทคโนโลยีอย่างรอบคอบ และมีปัญญาพอที่จะเลือกใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อวิ่งตามความทันสมัย

ผู้นำด้านจิตใจยังต้องช่วยให้ทีมเชื่อมโยงงานกับความหมายที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อ AI เข้ามาทำงานบางส่วนแทนมนุษย์ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเราจะทำงานให้เร็วขึ้นได้อย่างไร แต่คือมนุษย์ยังควรใช้พลัง ความคิดสร้างสรรค์ และหัวใจของตนเองไปกับเรื่องใด ผู้นำจึงต้องช่วยให้คนเห็นว่าคุณค่าของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การทำงานซ้ำ ๆ แข่งกับเครื่องจักร แต่อยู่ที่การคิดเชิงลึก การเข้าใจผู้อื่น การสร้างความหมาย การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม และการร่วมสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ชุมชน และสังคม



ท้ายที่สุด AI จะเปลี่ยนให้ผู้นำต้องมีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องรักษาความเป็นมนุษย์ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ผู้นำในปี 2026 จึงไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่คือคนที่สามารถประสานพลังของข้อมูล เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ และความหมายเข้าด้วยกันได้อย่างสมดุล

การนำองค์กรในยุค AI จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี แต่คือการออกแบบอนาคตที่มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีคุณค่า มีความรับผิดชอบ และมีชีวิตชีวา ผู้นำที่แท้จริงจะไม่เพียงพาองค์กรให้ก้าวทันโลก แต่จะพาผู้คนให้เติบโตไปพร้อมกับโลกใหม่ ในฐานะผู้ที่ยังมีส่วนร่วม สร้างคุณค่า และขับเคลื่อนชุมชน เศรษฐกิจ และสังคมต่อไปได้อย่างกระตือรือร้น




+++++++++

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs

Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth

เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ

แอดไลน์ .veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645

#เศรษฐกิจฟื้นฟู #ธุรกิจยั่งยืน

21/06/2026

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพสมอง เรามักนึกถึงการออกกำลังกาย อาหารที่ดี การนอนหลับ หรือการฝึกความจำ แต่มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทรงพลังไม่แพ้กัน และบางครั้งถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือการมีเป้าหมายชีวิต หรือการรู้สึกว่าตัวเองยังมีเหตุผลบางอย่างที่อยากตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน

สำหรับผู้สูงอายุ เป้าหมายชีวิตไม่ได้หมายถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องเรียบง่าย เช่น การได้ดูแลคนที่รัก การได้ส่งต่อประสบการณ์ให้คนรุ่นหลัง การได้ทำสิ่งที่มีความหมายต่อชุมชน หรือแม้แต่การมีภารกิจเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หล่อเลี้ยงเพียงจิตใจเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพสมอง การรู้คิด และความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ



งานวิจัยด้านผู้สูงวัยพบว่า ผู้ที่มีเป้าหมายชีวิตสูง มีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์และภาวะการรู้คิดบกพร่องน้อยกว่าผู้ที่มีเป้าหมายชีวิตต่ำ งานวิจัยหนึ่งจาก Rush Memory and Aging Project ติดตามผู้สูงอายุมากกว่า 900 คนที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อมในช่วงเริ่มต้น และพบว่าผู้ที่มีคะแนนเป้าหมายชีวิตสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อภาวะ Mild Cognitive Impairment ที่ลดลง และมีแนวโน้มการเสื่อมถอยทางสติปัญญาที่ช้ากว่า

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ เป้าหมายชีวิตอาจเป็นการดูแลสุขภาพที่ต้นทุนต่ำ แต่ให้คุณค่าสูงมาก เพราะไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบการแพทย์ที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากการช่วยให้ผู้สูงอายุได้กลับมารู้สึกว่าตนเองยังมีบทบาท ยังมีเสียง และยังมีพื้นที่ในการสร้างประโยชน์ ไม่ว่าจะต่อครอบครัว ชุมชน หรือสังคมรอบตัว

ในอีกด้านหนึ่ง การมีเป้าหมายชีวิตยังช่วยลดความโดดเดี่ยวทางสังคม เพราะเมื่อคนเรามีสิ่งที่อยากทำ มีคนที่อยากพบ หรือมีบทบาทที่ยังอยากรับผิดชอบ เรามักมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้น การมีส่วนร่วมทางสังคมเช่นนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพสมอง เพราะสมองไม่ได้แข็งแรงจากการใช้งานทางความคิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังแข็งแรงจากความสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น



นอกจากสุขภาพสมองแล้ว งานวิจัยยังพบว่าเป้าหมายชีวิตสัมพันธ์กับการคงความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุที่มีเป้าหมายชีวิตสูงมีแนวโน้มเกิดความบกพร่องด้านกิจวัตรพื้นฐาน การทำกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้น และการเคลื่อนไหวน้อยลง กล่าวอีกอย่างคือ การรู้สึกว่าชีวิตยังมีความหมาย อาจช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงความกระตือรือร้นในการดูแลตัวเอง เคลื่อนไหว ใช้ร่างกาย ใช้สมอง และมีส่วนร่วมกับโลกภายนอกมากขึ้น

สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า การดูแลผู้สูงวัยไม่ควรหยุดอยู่แค่การรักษาโรค แต่ควรรวมถึงการออกแบบชีวิตให้เขายังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า การถามว่าท่านอยากทำอะไร ยังอยากส่งต่ออะไร หรืออะไรทำให้ท่านรู้สึกว่าชีวิตวันนี้ยังมีความหมาย อาจเป็นคำถามที่สำคัญไม่แพ้การตรวจสุขภาพประจำปี

ในสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีเป้าหมายชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกหรือเป็นเพียงคำปลอบใจ แต่เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสุขภาพสมอง สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่มีชีวิตอยู่นานขึ้น แต่ต้องการมีชีวิตที่ยังรู้สึกว่าตนเองมีความหมายต่อใครบางคน ต่อบางสิ่ง และต่อโลกใบนี้



Boyle, P. A., Buchman, A. S., Barnes, L. L., & Bennett, D. A. งานวิจัยใน Arch Gen Psychiatry ปี 2010 พบว่า purpose in life ที่สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ Alzheimer’s disease และ Mild Cognitive Impairment ที่ลดลง รวมถึงการเสื่อมถอยทางสติปัญญาที่ช้ากว่า

Boyle, P. A., Buchman, A. S., & Bennett, D. A. งานวิจัยใน American Journal of Geriatric Psychiatry ปี 2010 พบว่า purpose in life ที่สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อความบกพร่องในการใช้ชีวิตประจำวันและการเคลื่อนไหวที่ลดลง

WHO ระบุว่า dementia เป็นกลุ่มโรคที่กระทบความจำ การคิด และความสามารถในการทำกิจกรรมประจำวัน และเป็นประเด็นสำคัญในสังคมสูงวัย




+++++++++

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs

Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth

เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ

แอดไลน์ .veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645

#เศรษฐกิจฟื้นฟู #ธุรกิจยั่งยืน

20/06/2026

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เริ่มเข้ามามีบทบาทในระบบสุขภาพมากขึ้น AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลหรือเพิ่มความสะดวกในการทำงานเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในการสนับสนุนการวินิจฉัย การสรุปข้อมูลผู้ป่วย การจัดการเอกสารทางการแพทย์ และการตัดสินใจเชิงคลินิกของบุคลากรสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ยิ่ง AI ถูกนำมาใช้ใกล้กับกระบวนการรักษามากเท่าใด ความเสี่ยงจากความผิดพลาดของข้อมูลก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะปัญหาการสร้างข้อมูลเท็จ หรือ Hallucination ซึ่งหมายถึงกรณีที่ AI สร้างคำตอบขึ้นมาอย่างมั่นใจ แม้ข้อมูลนั้นจะไม่ถูกต้อง ไม่มีหลักฐานรองรับ หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์



ความเสี่ยงลักษณะนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญในวงการแพทย์ เพราะการดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ หาก AI ให้คำแนะนำที่คลาดเคลื่อน หรือสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา อาจส่งผลต่อคุณภาพการรักษา ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความน่าเชื่อถือของระบบบริการสุขภาพโดยตรง

ตัวอย่างความเสี่ยงที่พบได้ชัดเจนคือ การใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ทั่วไป เช่น ChatGPT, Claude หรือ Gemini เพื่อตอบคำถามทางการแพทย์ แม้เครื่องมือเหล่านี้จะสามารถอธิบายข้อมูลได้อย่างเป็นธรรมชาติและดูน่าเชื่อถือ แต่ในหลายกรณี AI อาจไม่สามารถให้คำตอบที่สอดคล้องกับแนวทางเวชปฏิบัติ หรือไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับอย่างเพียงพอ ส่งผลให้คำแนะนำที่ได้อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วยจริง หรืออาจมีอคติแฝงอยู่ในคำตอบโดยที่ผู้ใช้งานไม่ทันสังเกต

อีกประเด็นหนึ่งคือความคลาดเคลื่อนในการบันทึกประวัติการรักษา มีรายงานการใช้เครื่องมือ AI อย่าง Whisper ของ OpenAI ในโรงพยาบาลหลายแห่ง เพื่อช่วยฟังและถอดความบทสนทนาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย แม้เทคโนโลยีลักษณะนี้จะช่วยลดภาระงานเอกสารของบุคลากรทางการแพทย์ได้ แต่ก็พบความเสี่ยงที่ AI อาจสร้างข้อความบางส่วนขึ้นมาเอง หรือเติมข้อมูลที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเข้าไปในบันทึกการรักษา ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในการดูแลผู้ป่วยในขั้นตอนต่อไป

ดังนั้น การนำ AI มาใช้ในทางการแพทย์จึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องมองควบคู่กับระบบกำกับดูแล ความรับผิดชอบ และมาตรการลดความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพราะในบริบททางการแพทย์ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงกว่าการใช้งาน AI ในงานทั่วไป



แนวทางสำคัญประการแรกคือ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ออกแบบมาเฉพาะทางมากขึ้น เช่น ระบบ RAG หรือ Retrieval-Augmented Generation ซึ่งเป็นการผสานโมเดลภาษาเข้ากับฐานข้อมูลหรือแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่ผ่านการคัดกรองแล้ว วิธีนี้ช่วยให้ AI ไม่ได้ตอบจากความสามารถในการคาดเดาของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่สามารถอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ ทำให้คำตอบมีความแม่นยำ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเหมาะสมกับบริบททางคลินิกมากกว่า AI ทั่วไป

แนวทางที่สองคือ การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจข้อจำกัดของ AI อย่างแท้จริง ผู้ใช้งานจำเป็นต้องรู้ว่า AI ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทนแพทย์ แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน ข้อมูลจาก AI จึงควรถูกตรวจสอบ ประเมินความน่าเชื่อถือ และใช้ร่วมกับวิจารณญาณทางคลินิกเสมอ การสร้างความเข้าใจเรื่องข้อจำกัดของเทคโนโลยีจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเชื่อคำตอบของ AI มากเกินไป

แนวทางที่สามคือ การกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรวิชาชีพ เครื่องมือ AI ทางการแพทย์ควรผ่านการประเมินด้านความปลอดภัย ความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้งานจริง หน่วยงานอย่างองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA และ MHRA ของสหราชอาณาจักร จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ และควบคุมการใช้ AI ในระบบสุขภาพ เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างประโยชน์โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ป่วย

ท้ายที่สุด ความท้าทายของ AI ทางการแพทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้ AI แต่อยู่ที่ว่าเราจะออกแบบระบบการใช้งาน AI อย่างไรให้ปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้การตัดสินใจของมนุษย์อย่างเหมาะสม AI สามารถเป็นพลังสำคัญในการยกระดับการแพทย์ได้ แต่ต้องไม่ถูกปล่อยให้ทำงานโดยปราศจากการกำกับดูแล เพราะในโลกของการรักษา ความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือพื้นฐานของความปลอดภัยในชีวิตมนุษย์




+++++++++

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs

Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth

เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ

แอดไลน์ .veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645

#เศรษฐกิจฟื้นฟู #ธุรกิจยั่งยืน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


1191 ซออารีย์1 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400