Climate Finance Network Thailand

Climate Finance Network Thailand

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Climate Finance Network Thailand, ศูนย์วิจัยด้านการศึกษา, 2 Sukhumvit Soi 43, Klongton Nua, Wattana, Bangkok.

Founded in 2024, Climate Finance Network Thailand (CFNT) is a Bangkok-based think tank and network committed to promoting sustainable financial practices and aiding Thailand's shift to a low-carbon economy. Climate Finance Network Thailand (CFNT) หรือ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2567 เราเป็นองค์กรวิจัยและกลุ่มเครือข่ายที่มุ่งมั่นสนับสนุนการเงินที่ยั่งยืน พร้อมขับเ

11/06/2026

รัฐบาลไทยกำลังเตรียมทุ่มเงิน 200,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่คำถามคือ เงินจำนวนดังกล่าวจำเป็นจริงหรือไม่?

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศกู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน โดยครึ่งหนึ่งถูกใช้เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงาน ขณะที่อีกครึ่งจะถูกใช้เพื่อ "แผนเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ Jump Start Plan” ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การผลักดันภาคขนส่งและโลจิสติกส์สีเขียว และการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่

”ข้อโต้แย้งของผู้เขียนคือ องค์ประกอบเกือบทั้งหมดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีตั้งแต่ปีนี้ ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการปรับเปลี่ยนทิศทางการใช้งบประมาณและรายได้จากค่าไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติมแม้แต่บาทเดียว“

สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ CFNT เสนอทางเลือกใหม่ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม โดยที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเติม ผ่านแนวคิด 4 เสาหลัก ได้แก่ การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer การปฏิรูประบบอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

“สัญญาณการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมไม่เคยชัดเจนเท่าวันนี้ และเครื่องมือที่จำเป็นก็ไม่เคยพร้อมใช้งานมากเท่านี้มาก่อน”

“คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ยากแต่สำคัญ เพื่อปลดล็อกประเทศออกจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือจะเลือกใช้หนี้สาธารณะฉุกเฉินอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อปกปิดปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ออกไปอีกหนึ่งวาระทางการเมือง“

อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/a-genuine-just-energy-transition-needs-no-emergency-debt-th/

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #ค่าไฟแพง #พลังงานหมุนเวียน #เปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยุติธรรม

10/06/2026

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
เปิดรับฟังความเห็นร่างประกาศรับซื้อไฟโซลาร์ ภาคประชาชน
ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. - 23 มิ.ย.

ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. - 23 มิ.ย. พ.ศ.2569 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ “การรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย”

โดยโครงการนี้กําหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณทั้งหมด 500 MW รับซื้อมิเตอร์ละไม่เกิน 5 kW ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดระยะเวลารับซื้อ 10 ปี และกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 - 2570

ในประกาศฉบับนี้ได้ระบุถึงเนื้อหาสำคัญอื่น เช่น
- คุณสมบัติผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากและผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก
- ขั้นตอนและกรอบระยะเวลาดําเนินการ
- ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า การตรวจสอบระบบอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ได้ที่: https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzMzOURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #ค่าไฟแพง #พลังงานหมุนเวียน #โซลาร์เซลล์

Photos from Climate Finance Network Thailand's post 09/06/2026

นับตั้งแต่ พ.ศ.2563-2569 ประเทศไทยเผชิญกับแรงกระแทกด้านอุปทานพลังงานหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน การโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงของกลุ่มฮูตี หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามในอิหร่าน

หากมองเผินๆ เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นเพียงความโชคร้าย แต่หากมองให้ลึกลงไป เหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวโยงกับการวางแผนโครงสร้างพลังงานไทยอย่างแยกกันไม่ออก

ในปัจจุบัน ประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบมากถึงประมาณ 80% และยังคงเพิ่มปริมาณการใช้ LNG ในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยใกล้หมดลง และการนำเข้าก๊าซเป็นทางเลือกเดียวของประเทศไทย

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ที่ปรึกษาทีมวิจัยของ CFNT เขียนถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยที่ล้าสมัยและยังคงเลือกผูกอยู่กับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งอธิบายให้เห็นภาพว่าทำไมพลังงานหมุนเวียนถึงเป็น "เกราะป้องกัน" อนาคตสังคมไทย

อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/renewables-are-the-hedge-against-energy-chaos-th/

ภาพประกอบ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #ค่าไฟแพง #สงครามอิหร่าน #พลังงานหมุนเวียน

08/06/2026

🪙 นักลงทุนสถาบันไทยลงทุนอย่างยั่งยืนและสอดรับกับแนวคิด ESG มากน้อยแค่ไหน?

CFNT ชวนอ่านงานวิจัย ‘การสำรวจนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย’ โดย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจแนวปฏิบัติด้าน ESG ของนักลงทุนสถาบัน 12 ราย ที่บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ของไทย ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ การทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อวิเคราะห์ทั้งในมิติของนโยบายองค์กร การลงทุน การใช้สิทธิออกเสียง และการมีส่วนร่วมกับบริษัทที่ลงทุน

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการลงทุนอย่างรับผิดชอบของนักลงทุนสถาบันไทย แบ่งตามระยะเวลาดำเนินการทั้งในระยะสั้น (3-6 เดือน) และระยะกลาง (6 เดือน-2 ปี)

📗 อ่านงานวิจัย "ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อยกระดับการลงทุนอย่างรับผิดชอบของนักลงทุนสถาบัน?" ได้ที่นี่: https://fairfinancethailand.org/research/2026/2026-esg-investor

ตัวเลข 1.59 ล้านล้านบาท คือมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย ซึ่งคิดเป็น 15% ของสินทรัพย์รวมในระบบกองทุนทั้งหมด โดยมีหน้าที่เป็นกลไกออมเงินเพื่อการเกษียณของลูกจ้างภาคเอกชนจำนวนกว่า 3 ล้านคน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงผูกพันโดยตรงกับเสถียรภาพทางการเงินระยะยาวของแรงงานไทยจำนวนมาก

แนวโน้มของตลาดทุนโลกกำลังให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้เป็นเพียงการทำเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยที่กระทบกับความมั่งคั่งและผลตอบแทนในระยะยาว เพราะมีส่วนช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทที่ไปลงทุนได้แม่นยำขึ้น และช่วยคาดการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภาวะโลกรวน หรือปัญหาสิทธิแรงงาน รวมถึงช่วยให้นักลงทุนมีส่วนร่วมต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดังนั้น นักลงทุนสถาบันไทยนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลักดันประเด็นด้าน ESG โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ของไทย เพราะในฐานะผู้ได้รับความไว้วางใจ (fiduciary duty) นักลงทุนสถาบันไม่ควรละเลยปัจจัยด้าน ESG ที่อาจกระทบกับผลประโยชน์ของเจ้าของเงินทุนในระยะยาว

งานวิจัย ‘การสำรวจนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย’ โดย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT) พบว่า

นักลงทุนสถาบันไทยที่บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ทั้ง 12 รายที่ทำการศึกษา มีความตื่นตัวกับการลงทุนที่คำนึงประเด็นด้าน ESG ผ่านการประกาศรับหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (I Code) แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด ทั้งการขาดแนวทางที่ชัดเจน ทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ของบริษัทที่ไปลงทุนซึ่งยังไม่เพียงพอ

ยิ่งไปกว่านั้น แนวปฏิบัติในการใช้สิทธิออกเสียงแทน (voting guidelines) ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ยังเน้นเฉพาะมิติด้านธรรมาภิบาล (G) มากกว่าการออกเสียงในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (E) และสังคม (S) โดยตรง

อีกทั้ง นักลงทุนสถาบันต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมาย โดยหากนักลงทุนสถาบันต้องการเสนอวาระด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมในที่ประชุมผู้ถือหุ้น จะต้องรวบรวมสัดส่วนการถือหุ้น ให้สูงกว่า 5% ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่จะรวบรวมสัดส่วนการถือหุ้นให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ความท้าทายสุดท้ายคือ นักลงทุนสถาบันต้องเผชิญกับความคาดหวังจากนักลงทุนรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้นและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่วนประเด็นด้าน ESG เป็นเพียงปัจจัยรองลงมา สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การผลักดันการลงทุนที่ยั่งยืนทำได้ไม่เต็มที่นัก

🎯 ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อยกระดับการลงทุนอย่างรับผิดชอบของนักลงทุนสถาบัน? ชวนอ่านข้อเสนอแนะในงานวิจัยฉบับเต็ม ได้ที่นี่: https://fairfinancethailand.org/research/2026/2026-esg-investor/

#ลงทุน

04/06/2026

EnvironmentGPTในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่า ข้อมูลด้านโลกรวนอันไหนที่น่าเชื่อถือได้บ้าง?

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Environment Programme (UNEP) เปิดตัวแชทบอท EnvironmentGPT เพื่อตอบคำถามด้านสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานจำนวน 222 ฉบับขององค์กรในเครือสหประชาชาติและองค์กรเหนือรัฐ

สำหรับการใช้งานจะเหมือนกับแชทบอททั่วไป โดยเราสามารถพิมพ์คำถามที่ต้องการหาคำตอบลงในช่องข้อความ ก่อนที่แชทบอทจะตอบกลับมาโดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานในฐานข้อมูล

UNEP สร้างแชทบอทตัวนี้ขึ้นเพื่อทำให้ข้อมูลทางด้านสภาพภูมิอากาศเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และลดการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของแชทบอทสาธารณะตัวอื่น

สำหรับฟีเจอร์ที่น่าสนใจของแชทบอท มีดังนี้
1. ระบุรายงานที่เราต้องการค้นหาโดยเฉพาะ เช่น Global Biodiversity Outlook 5
2. หาข้อมูลเฉพาะซีรีส์รายงานที่สนใจ เช่น Emission Gap Report หรือ Adaptation Gap Report เป็นต้น
3. ระบุสถานะผู้หาข้อมูล เพื่อกำหนดคำตอบของแชทบอท โดยแบ่งออกเป็น นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และบุคคลทั่วไป

นอกจากนี้ แชทบอทตัวนี้ยังระบุถึงระดับความน่าเชื่อของข้อมูลที่มอบให้แก่ผู้ใช้งาน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากแชทบอทตัวนี้ เช่น ปริมาณไฟฟ้า ปริมาณน้ำ ระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ให้แก่ผู้ใช้งานทราบด้วย

ทั้งนี้ UNEP ระบุว่า จะมีการพัฒนาแชทบอทตัวนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต เช่น เพิ่มภาษาอื่น ขยายฐานของข้อมูล

เข้าไปพูดคุยกับ EnvironmentGPT ได้ที่: https://wesr.unep.org/environmentgpt/

อ้างอิง:
https://wesr.unep.org/environmentgpt/EnvironmentGPT_What_it_is_and_how_its_built.pdf

#ภาวะโลกรวน #เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน

Photos from Climate Finance Network Thailand's post 04/06/2026

ทำไมโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” อาจไม่สำเร็จเหมือนที่ภาครัฐคาดการณ์ไว้?

โครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” กำลังถูกดำเนินการในทุกชุมชนของประเทศไทย โดยเอกสาร T-VER ของภาครัฐไทยคาดการณ์ว่าจะสามารถลดการปล่อยได้สูงถึงประมาณ 0.42 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายในปี 2035 ตามแผน NDC 3.0 ของประเทศไทย

แต่โครงการดังกล่าวมีศักยภาพสูงขนาดนั้นจริงหรือ? โครงการนี้กำลังช่วยลดก๊าซเรือนกระจก หรือเสี่ยงเพิ่มก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเสียเอง?

ปาริชาต สุขนาค นักวิจัยของ CFNT ได้สืบค้นเอกสารของ T-VER ก่อนอธิบายให้ฟังถึงข้อจำกัดและความท้าทายของโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ของประเทศไทย และทำไมประเทศไทยอาจคาดการณ์โครงการนี้ไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริง

อ่านบนเว็บไซต์ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/why-food-waste-composting-may-fail-th/

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

#ภาวะโลกรวน #เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #ขยะเปียกลดโลกร้อน

02/06/2026

“แนวคิดความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยยังติดอยู่ในอดีต ที่เน้นเพียงการมีน้ำมันใช้ให้เพียงพอ แต่ความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบันหมายถึงความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม ความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการรับมือกับความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์”

“ขณะที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ พ.ศ.2563 (ร่างฉบับล่าสุดก็ถูกถอนออกไปโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน) ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับยุคสมัยพลังงานที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยกรอบนโยบายที่ล้าสมัยที่ยังคงพึ่งพิงการนำเข้า LNG จากประเทศอื่น”

นับตั้งแต่ พ.ศ.2563-2569 ประเทศไทยเผชิญกับแรงกระแทกด้านอุปทานพลังงานหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน การโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงของกลุ่มฮูตี หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามในอิหร่าน

หากมองเผินๆ เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นเพียงความโชคร้าย แต่หากมองให้ลึกลงไป เหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวโยงกับการวางแผนโครงสร้างพลังงานไทยอย่างแยกกันไม่ออก

ในปัจจุบัน ประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบมากถึงประมาณ 80% และยังคงเพิ่มปริมาณการใช้ LNG ในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยใกล้หมดลง และการนำเข้าก๊าซเป็นทางเลือกเดียวของประเทศไทย

“นอกจากต้นทุนที่ต่ำกว่าแล้ว พลังงานหมุนเวียนยังมีความผันผวนทางด้านราคาน้อยกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมซึ่งไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมหลังจากเริ่มเดินเครื่องระบบการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้สามารถกำหนดราคาในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ล่วงหน้า และทำให้ค่าใช้จ่ายทางการคลังของภาครัฐมีความแน่นอนในระดับที่เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่สามารถมอบให้ได้”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ที่ปรึกษาทีมวิจัยของ CFNT เขียนถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยที่ล้าสมัยและยังคงเลือกผูกอยู่กับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งอธิบายให้เห็นภาพว่าทำไมพลังงานหมุนเวียนถึงเป็น "เกราะป้องกัน" อนาคตสังคมไทย

อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/renewables-are-the-hedge-against-energy-chaos-th/

ภาพประกอบ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #ค่าไฟแพง #สงครามอิหร่าน #พลังงานหมุนเวียน

Photos from Climate Finance Network Thailand's post 30/05/2026

“ครัวเรือนที่แบกรับภาระหนี้สูงที่สุดในประเทศไทย ก็คือกลุ่มเดียวกับที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงที่สุด พวกเขาคือกลุ่มที่มีกันชนต่ำที่สุดต่อการขึ้นค่า Ft และเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด หากสามารถเปลี่ยนรายจ่ายด้านพลังงาน ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวแบบโซลาร์เซลล์”

ณ สิ้นปี 2025 หนี้ครัวเรือนไทยแตะระดับ 86.7% ของ GDP ขณะที่ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า หนี้ที่เกิดจากการบริโภคกำลังเพิ่มขึ้น สวนทางกับหนี้เพื่อสร้างรายได้ที่กำลังหดตัวลง พูดง่ายๆ ว่าภาคครัวเรือนกำลังกู้เงินมาประคองชีวิต ไม่ใช่สร้างชีวิตในระยะยาว

หากลงไปดูปัญหาหลักของหนี้สาธารณะจะพบว่า สำหรับครัวเรือนยากจน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าไฟและค่าเดินทาง) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของรายได้ทั้งหมด

ถึงแม้ล่าสุด รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนจากวิกฤตพลังงานออกมาแล้ว ทั้งราคาพลังงานแบบขั้นบันไดและมาตรการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวไม่ช่วยแก้ที่หัวใจของปัญหาจริงๆ เพราะนอกจากครัวเรือนที่ใช้ไฟเยอะ (ซึ่งไม่ร่ำรวยเสมอไป) จะต้องแบกรับแทนครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยแล้ว ครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยก็ยังคงต้องจ่ายค่าพลังงานที่ผันผวนอยู่ในทุกเดือนเหมือนเดิม

“ในทางหนึ่ง รัฐกำลังส่งสัญญาณให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟสูงลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วยตนเอง แต่การใช้ไฟฟ้าสูงไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนนั้นมีรายได้สูงเสมอไป บางครัวเรือนใช้ไฟมากเพราะต้องดำเนินธุรกิจขนาดเล็กจากที่พักอาศัย หรือมีสมาชิกครอบครัวจำนวนมาก”

“ที่สำคัญกว่านั้น กลุ่มคนยากจนยังคงต้องจ่ายค่าพลังงานและแบกรับความผันผวนของพลังงานต่อไป ตราบใดที่พวกเขา “เข้าไม่ถึงเข้าถึงเงินทุน” ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์“

นวพรรษ จันทร์กระจ่าง นักวิจัยอาวุโสของ CFNT อธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างหนี้สาธารณะกับปัญหาพลังงานของไทย ทำไมโซลาร์เซลล์คือคำตอบในการแก้หนี้สาธารณะ ก่อนนำเสนอ 5 ข้อเสนอสำคัญที่จะช่วยให้คนสามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้มากขึ้น โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด

อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/solar-panels-offer-escape-from-debt-th/

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #โซลาร์เซลล์

29/05/2026

“ครัวเรือนที่แบกรับภาระหนี้สูงที่สุดในประเทศไทย ก็คือกลุ่มเดียวกับที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงที่สุด พวกเขาคือกลุ่มที่มีกันชนต่ำที่สุดต่อการขึ้นค่า Ft และเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด หากสามารถเปลี่ยนรายจ่ายด้านพลังงาน ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวแบบโซลาร์เซลล์”

ณ สิ้นปี 2025 หนี้ครัวเรือนไทยแตะระดับ 86.7% ของ GDP ขณะที่ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า หนี้ที่เกิดจากการบริโภคกำลังเพิ่มขึ้น สวนทางกับหนี้เพื่อสร้างรายได้ที่กำลังหดตัวลง พูดง่ายๆ ว่าภาคครัวเรือนกำลังกู้เงินมาประคองชีวิต ไม่ใช่สร้างชีวิตในระยะยาว

หากลงไปดูปัญหาหลักของหนี้สาธารณะจะพบว่า สำหรับครัวเรือนยากจน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าไฟและค่าเดินทาง) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของรายได้ทั้งหมด

ถึงแม้ล่าสุด รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนจากวิกฤตพลังงานออกมาแล้ว ทั้งราคาพลังงานแบบขั้นบันไดและมาตรการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวไม่ช่วยแก้ที่หัวใจของปัญหาจริงๆ เพราะนอกจากครัวเรือนที่ใช้ไฟเยอะ (ซึ่งไม่ร่ำรวยเสมอไป) จะต้องแบกรับแทนครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยแล้ว ครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยก็ยังคงต้องจ่ายค่าพลังงานที่ผันผวนอยู่ในทุกเดือนเหมือนเดิม

“ในทางหนึ่ง รัฐกำลังส่งสัญญาณให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟสูงลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วยตนเอง แต่การใช้ไฟฟ้าสูงไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนนั้นมีรายได้สูงเสมอไป บางครัวเรือนใช้ไฟมากเพราะต้องดำเนินธุรกิจขนาดเล็กจากที่พักอาศัย หรือมีสมาชิกครอบครัวจำนวนมาก”

“ที่สำคัญกว่านั้น กลุ่มคนยากจนยังคงต้องจ่ายค่าพลังงานและแบกรับความผันผวนของพลังงานต่อไป ตราบใดที่พวกเขา “เข้าไม่ถึงเข้าถึงเงินทุน” ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์“

นวพรรษ จันทร์กระจ่าง นักวิจัยอาวุโสของ CFNT อธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างหนี้สาธารณะกับปัญหาพลังงานของไทย ทำไมโซลาร์เซลล์คือคำตอบในการแก้หนี้สาธารณะ ก่อนนำเสนอ 5 ข้อเสนอสำคัญที่จะช่วยให้คนสามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้มากขึ้น โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด

อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/solar-panels-offer-escape-from-debt-th/

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

* แก้ไขภาพปกเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 เวลา 17.14 น.

#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน #โซลาร์เซลล์

Photos from Climate Finance Network Thailand's post 25/05/2026

👭 CFNT is seeking 2 new team members to join our team!

1. Researcher
2. Chinese Researcher

🚩 Find detailed job descriptions and application instructions in the captions under each job post.

For further inquiries, contact us at [email protected] or call 0961262226 (Monday to Friday, 10:00 AM - 6:00 PM).

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


2 Sukhumvit Soi 43, Klongton Nua, Wattana
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 18:00
อังคาร 10:00 - 18:00
พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00