MED EASY International

MED EASY International

แชร์

MED EASY INTERNATIONAL

สถาบันแนะแนวการศึกษาต่อนานาชาติ ต่างประเทศ MED EASY INTERNATIONAL ภายใต้การกำกับดูแลของ STANLEY INTERNATIONAL INC จดทะเบียนเริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งทางสถาบันมีประสบการณ์ดูแลนักศึกษาต่างชาติ และเคยดำเนินกิจการโรงเรียนกวดวิชามาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

25/06/2026

หมอเจส สวัสดีตอนเช้าทุกท่านค่ะ ..

31/05/2026

https://www.facebook.com/share/p/1HLiNqkhXF/?mibextid=wwXIfr

เตโชธาตุ: เมื่อ “ไฟแห่งชีวิต” ในคัมภีร์แพทย์แผนไทย สะท้อนแนวคิดการเผาผลาญในเวชศาสตร์สมัยใหม่

ในศาสตร์การแพทย์แผนไทย “เตโชธาตุ” (Tejo Dhatu) หมายถึง ธาตุไฟ ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุมความร้อน การเผาผลาญ และการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย หากพิจารณาในมุมมองของเวชศาสตร์สมัยใหม่ แนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับกระบวนการทางสรีรวิทยาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระบบเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) การทำงานของเอนไซม์ (Enzymatic Activity) ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ตลอดจนกลไกการอักเสบและภูมิคุ้มกันของร่างกาย

คัมภีร์แพทย์แผนไทยได้บันทึกไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อ “เตโชธาตุออกจากตัว” หรือเกิดภาวะเตโชธาตุเสียสมดุล ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนปลายมือปลายเท้า ปวดเมื่อย บวมตามใบหน้า มือ เท้า และท้อง รวมถึงมีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย อาการดังกล่าวเมื่อพิจารณาในทางการแพทย์ปัจจุบัน อาจสะท้อนถึงภาวะการอักเสบของร่างกาย (Systemic Inflammation) ความผิดปกติของการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง (Circulatory and Lymphatic Dysfunction) หรือภาวะบวมน้ำ (Edema) ซึ่งสามารถพบได้ในโรคเรื้อรังหลายชนิด

นอกจากนี้ คัมภีร์ยังกล่าวถึง “เตโชธาตุพิการ” ว่าทำให้เกิดอาการกลัดอกกลัดใจ ไอ ท้องอืด บวม และง่วงนอนมากในเวลากลางวัน แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองแบบองค์รวม (Holistic Medicine) ที่เชื่อมโยงการทำงานของระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และสภาวะพลังงานของร่างกายเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับองค์ความรู้ปัจจุบันที่พบว่าความผิดปกติของระบบเผาผลาญและระบบทางเดินอาหารสามารถส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ภาวะอ่อนเพลีย และสุขภาพโดยรวมได้

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่อง “ปริณามัคคี” (Parinamaggi) หรือไฟย่อยอาหาร ซึ่งคัมภีร์แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ สมธาตุ วิสมธาตุ ติกขธาตุ และมันทุกธาตุ

สมธาตุ (Balanced Digestive Fire) คือภาวะที่ไฟย่อยอาหารทำงานสมดุล รับประทานอาหารแล้วอิ่มพอดี ย่อยได้ดี ไม่เกิดอาการผิดปกติ ภาวะนี้เปรียบได้กับการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบเผาผลาญที่อยู่ในภาวะปกติ (Physiological Homeostasis)

วิสมธาตุ (Irregular Digestive Function) เป็นภาวะที่ไฟย่อยทำงานไม่สม่ำเสมอ บางวันท้องผูก บางวันถ่ายเหลว แน่นท้อง เรอบ่อย หรือมีลมในท้อง ลักษณะดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) และความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Motility Disorders)

ติกขธาตุ (Hyperactive Digestive Fire) หมายถึงไฟย่อยที่รุนแรงเกินไป รับประทานอาหารแล้วหิวอีกอย่างรวดเร็ว แนวคิดนี้อาจเทียบเคียงกับภาวะที่มีอัตราการเผาผลาญสูง (Hypermetabolic State) หรือความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism)

มันทุกธาตุ (Hypoactive Digestive Fire) เป็นภาวะที่ไฟย่อยอ่อนกำลัง รับประทานอาหารได้น้อย ย่อยไม่ดี อ่อนเพลีย และถ่ายผิดปกติ ซึ่งมีความสอดคล้องกับภาวะการย่อยและดูดซึมอาหารบกพร่อง (Malabsorption Syndrome) หรือภาวะการเผาผลาญต่ำ (Hypometabolism)

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ แม้คัมภีร์แพทย์แผนไทยจะถูกบันทึกขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ผู้รู้ในอดีตสามารถสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร การเผาผลาญ และสุขภาพของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ยังสามารถนำมาตีความและเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างน่าทึ่ง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอธิบายด้วยภาษาของ “เตโชธาตุ” ในแพทย์แผนไทย หรือ “Metabolic Homeostasis” ในแพทย์แผนปัจจุบัน หัวใจสำคัญกลับเป็นเรื่องเดียวกัน คือ การรักษาสมดุลของร่างกาย การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การนอนหลับที่เพียงพอ และการดูแลสุขภาพอย่างองค์รวม เพราะเมื่อ “ไฟแห่งชีวิต” ทำงานอย่างสมดุล ร่างกายก็สามารถดำรงสุขภาวะที่ดีได้อย่างยั่งยืน

โดย ดร.พท. เจสสิกา สาริกานนท์ งามถิ่น
:::
#แพทย์แผนไทย
#ร่วมสมัย

Photos from หมอสาวเล่าเรื่อง Doctor Talk's post 20/05/2026

กัญชาทางการแพทย์ เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ค่ะ

18/05/2026

📜 “คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย”
ศาสตร์แห่งการค้นหา “ต้นเหตุของโรค”
หัวใจสำคัญของการตรวจวินิจฉัยในแพทย์แผนไทย

หลายคนอาจคิดว่าแพทย์แผนไทยคือเรื่องของ “สมุนไพร” หรือ “การนวด” เท่านั้น
แต่ในความจริงแล้ว ศาสตร์แพทย์แผนไทยมีระบบการวินิจฉัยโรคที่ละเอียด ซับซ้อน และมีหลักคิดเฉพาะตัวมาตั้งแต่โบราณ

หนึ่งในคัมภีร์สำคัญที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัย คือ
“คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย”

คำว่า “สมุฏฐาน” หมายถึง
“ต้นกำเนิด” หรือ “เหตุแห่งการเกิดโรค”

แพทย์แผนไทยเชื่อว่า
การรักษาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการกดอาการไว้ชั่วคราว
แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่า
“โรคนั้นเกิดจากอะไร”

คัมภีร์นี้จึงเปรียบเสมือน “หลักการวิเคราะห์รากของโรค”
ที่แพทย์ใช้ประเมินผู้ป่วยแบบองค์รวม
ทั้งร่างกาย จิตใจ สิ่งแวดล้อม เวลา และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

โดยคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย แบ่งสาเหตุของโรคออกเป็นหลายด้านสำคัญ ได้แก่

🔸 1. ธาตุสมุฏฐาน
เกิดจากความผิดปกติของธาตุทั้ง 4
คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

เช่น
• ธาตุลมกำเริบ → ปวดเมื่อย ชา เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ
• ธาตุไฟกำเริบ → ร้อนใน ผื่นแดง อักเสบ หงุดหงิดง่าย
• ธาตุน้ำพิการ → บวมน้ำ เสมหะมาก หนักตัว
• ธาตุดินผิดปกติ → อ่อนแรง กล้ามเนื้อผิดปกติ ระบบโครงสร้างเสียสมดุล

แพทย์แผนไทยจะประเมินว่า
“ธาตุใดกำเริบ หย่อน หรือพิการ”
ก่อนเลือกแนวทางรักษา

🔸 2. อายุสมุฏฐาน
แต่ละช่วงวัยมีธาตุเด่นแตกต่างกัน

วัยเด็ก → ธาตุน้ำเด่น
วัยผู้ใหญ่ → ธาตุไฟเด่น
วัยสูงอายุ → ธาตุลมเด่น

จึงอธิบายได้ว่า
เหตุใดผู้สูงอายุจึงมักมีอาการปวดข้อ ชา นอนไม่หลับ หรือเวียนศีรษะได้ง่ายกว่าวัยอื่น

🔸 3. ฤดูสมุฏฐาน
แพทย์แผนไทยมองว่า
“ฤดูกาล” มีผลต่อสุขภาพโดยตรง

ฤดูร้อน → ธาตุไฟกำเริบ
ฤดูฝน → ธาตุลมและน้ำแปรปรวน
ฤดูหนาว → ธาตุลมหย่อนและไหลเวียนผิดปกติ

จึงพบว่าในแต่ละฤดู
โรคบางชนิดจะกำเริบมากเป็นพิเศษ

🔸 4. กาลสมุฏฐาน
แม้แต่ “ช่วงเวลาในแต่ละวัน”
ก็มีผลต่อสมดุลธาตุ

ช่วงเช้า → ธาตุน้ำ
ช่วงกลางวัน → ธาตุไฟ
ช่วงเย็นถึงกลางคืน → ธาตุลม

นี่คือเหตุผลที่อาการของผู้ป่วยบางคน
มักกำเริบเฉพาะเวลากลางคืน
หรือบางคนปวดมากในตอนเช้า

📌 สิ่งสำคัญของคัมภีร์นี้ คือ
แพทย์แผนไทยไม่ได้มองแค่ “โรค”
แต่ดูทั้ง “ตัวคน”

คนสองคนเป็นโรคเดียวกัน
อาจรักษาไม่เหมือนกัน
เพราะสมุฏฐานการเกิดโรคไม่เหมือนกัน

นี่คือเสน่ห์ของศาสตร์แพทย์แผนไทย
ที่มองร่างกายมนุษย์อย่างเชื่อมโยงและเป็นองค์รวม

🌿 การรักษาในแพทย์แผนไทย
จึงไม่ใช่เพียงการจ่ายยา
แต่คือการ “ปรับสมดุล”
ให้ธาตุกลับมาอยู่ในภาวะที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละบุคคล

หมอเจสเวชกรรมไทย
Thai Traditional Medicine & Integrative Medicine

#หมอสาวเล่าเรื่อง
#แพทย์แผนไทย
#คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย
#เวชกรรมไทย
#ศาสตร์แพทย์แผนไทย
#การแพทย์แผนไทย
#สมดุลธาตุ

15/05/2026

🌿 “กัญชาทางการแพทย์” กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของประเทศไทย
จาก “ร้านจำหน่าย” → สู่ “สถานพยาบาล” อย่างเป็นระบบ

กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดันแนวทางใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานกัญชาทางการแพทย์ ให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรวิชาชีพมากขึ้น โดยให้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านประมาณ 3 ปี

สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจ คือ…

✅ ร้านที่จะดำเนินการต่อในอนาคต
อาจจำเป็นต้อง “ยกระดับเป็นสถานพยาบาล” ตามกฎหมาย

✅ ต้องมีบุคลากรวิชาชีพ
เช่น แพทย์ / แพทย์แผนไทย / ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

✅ มีระบบข้อมูลและการติดตามผู้ป่วย
เพื่อความปลอดภัยในการใช้กัญชาทางการแพทย์

✅ มีการทำ Mapping และตรวจสอบได้
ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลร้านหรือสถานพยาบาลที่ถูกกฎหมายได้ชัดเจนมากขึ้น

ในมุมของ “แพทย์” และ “ผู้ป่วย”
นี่อาจเป็นก้าวสำคัญ ที่ทำให้กัญชาทางการแพทย์ของไทย
เดินเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น

เพราะในความเป็นจริง…
“กัญชา” ไม่ใช่เพียงสินค้า
แต่เป็นสารที่มีผลต่อร่างกาย ระบบประสาท การนอน ความดัน อารมณ์ รวมถึงปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ

การใช้ภายใต้การประเมินของผู้ประกอบวิชาชีพ
จึงช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การใช้มีความเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม
ผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะรายเล็ก
อาจต้องเผชิญความท้าทายเรื่องต้นทุน มาตรฐานสถานที่ เอกสาร และบุคลากรวิชาชีพ

ช่วงเปลี่ยนผ่าน 3 ปีนี้
จึงน่าจะเป็นช่วงสำคัญของการ “ปรับตัวครั้งใหญ่” ของวงการกัญชาทางการแพทย์ไทย

ผู้ที่เตรียมตัวได้เร็ว
เข้าใจกฎหมาย
มีระบบที่ถูกต้อง
และทำงานร่วมกับวิชาชีพสุขภาพอย่างแท้จริง
อาจเป็นผู้ที่อยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว 🌿

หมอสาวเล่าเรื่อง
DoctorTalk
“กัญชาทางการแพทย์ ควรเดินคู่กับความรู้ ความปลอดภัย และจริยธรรมทางการแพทย์” 💚

#กัญชาทางการแพทย์ #หมอสาวเล่าเรื่อง #แพทย์แผนไทย #คลินิกกัญชา #ภท33 #กัญชาเพื่อการแพทย์ #สุขภาพ #กฎหมายกัญชา

04/05/2026

https://www.facebook.com/share/p/1BxHj4AdJ9/?mibextid=wwXIfr #คุยสุขภาพ #ยามค่ำ #กับ #หมอ #เจสสิกา

#คุยสุขภาพยามค่ำ
กับ #หมอเจส
อ่านผิวหนังให้ออก = วินิจฉัยโรคได้ครึ่งหนึ่ง”

หลายคนมองว่า “ผื่นก็คือผื่น”
แต่ในทางแพทย์… รอยโรคผิวหนัง (skin lesions) คือภาษาของร่างกายที่กำลังสื่อสารกับเรา

🔬 1. แค่เห็น…ก็เดาโรคได้ (Dermatologic Morphology)

👉 Papule (ตุ่มนูน)
= inflammation / immune activation เช่น acne

👉 Vesicle (ตุ่มน้ำ)
= fluid accumulation เช่น dermatitis, herpes

👉 Pustule (ตุ่มหนอง)
= bacterial infection เช่น impetigo

👉 Scale (ขุย)
= abnormal keratinization เช่น psoriasis

👉 Ulcer (แผลลึก)
= tissue destruction / poor healing

👉 Erythema (ผื่นแดง)
= vasodilation จาก inflammation

👉 Cyanosis (สีม่วงคล้ำ)
= hypoxia / circulation problem

💡 สรุป:
ผิวหนังไม่เคย “สุ่มเป็น” ทุก lesion มี pathophysiology อยู่เบื้องหลัง

🌿 2. มุมมองแพทย์แผนไทย: “ผิวหนัง = ผลของธาตุ”

ในคัมภีร์โบราณ เช่น
📜 วิถีกุฏฐโรค → โรคผิวหนังเรื้อรัง
📜 ไพจิตรมหาวงศ์ → ฝี แผล
📜 ทิพย์มาลา / โรคนิทาน → ธาตุแปรปรวน

👉 อธิบายตรงกันว่า
โรคผิวหนังเกิดจาก “ธาตุไม่สมดุล” โดยเฉพาะ “ไฟกำเริบ + เลือดร้อน”

🔗 3. เทียบกันแบบชัด ๆ

* ผื่นแดง (Erythema) → 🔥 ไฟกำเริบ
* ตุ่มน้ำ (Vesicle) → 💧 น้ำเสีย
* ลมพิษ (Urticaria) → 🌬 ลมกำเริบ
* สะเก็ดเงิน (Psoriasis) → 🌍 ดิน + ไฟแปรปรวน
* แผล/เนื้อตาย (Ulcer/Necrosis) → 🔥 + 🌬 เสียสมดุลรุนแรง

💊 4. การรักษา: ไม่ใช่แค่ทา…แต่ต้อง “แก้ที่ต้นเหตุ”

🧠 Western Medicine

* Steroid → ลด inflammation
* Antibiotic → ฆ่าเชื้อ
* Immunomodulator → คุมภูมิ

🌿 Thai Traditional Medicine แพทย์แผนไทย

เน้น “ปรับสมดุลธาตุ”

✔ ลดไฟ (ลดผื่นแดง ร้อน คัน)
✔ ฟอกเลือด (detox systemic)
✔ ปรับลม (ลดอาการคัน/ลมพิษ)

ตัวอย่างสมุนไพร:

* 🌿 หัวข้าวเย็น → ใช้ใน psoriasis / ผื่นเรื้อรัง
* 🌿 เปลือกคูน → ลดอักเสบ คัน

📌 ใช้ได้ทั้ง “กิน + ทา” ตามตำราพระโอสถพระนารายณ์

🧠 Clinical Insight

* ตุ่ม = ไม่ใช่แค่ตุ่ม → คือ immune response
* ขุย = ไม่ใช่แค่แห้ง → คือ keratin dysregulation
* แผล = ไม่ใช่แค่ผิวพัง → คือ healing failure

ขณะที่แพทย์แผนไทยมองว่า
👉 “ผิวหนังเป็นปลายเหตุของความเสียสมดุลภายใน”

🔬 Western = แม่นยำในการวินิจฉัย
🌿 Thai = ลึกในการรักษาสมดุล

👉 ถ้ารวมกันได้
= “รักษาได้ทั้งอาการ และรากของโรค”

📍เพจ “หมอสาวเล่าเรื่อง DoctorTalk”
#แพทย์แผนไทย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10160