Amorn Pimanmas

Amorn Pimanmas

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Amorn Pimanmas, การศึกษา, Bangkok.

23/06/2026
22/06/2026

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1007951345268239&id=100081601488869

“ตึกเก่าในกรุงเทพฯ เหมือนระเบิดเวลาซ่อนอยู่ ไม่รู้ว่าจะร่วงใส่เราเมื่อไหร่...ถ้าไม่ทำอะไร กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองไม่ปลอดภัย” ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร

เจาะปม “กันสาดถล่ม” และความเสี่ยงของอาคารเก่าในกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองของ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบซากอาคารทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อหาคำตอบว่าโครงสร้างพังเพราะอะไร และอาคารเก่าลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมากควรได้รับการจัดการอย่างไร ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ

❏ ต้องรีบลงพื้นที่ก่อนหลักฐานหาย

ศ.ดร.อมรเล่าว่า เหตุผลที่ต้องรีบลงพื้นที่ทันที เพราะหากซากอาคารถูกเคลียร์ออกไป หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับจุดยึดระหว่างแผ่นคอนกรีตกับตัวอาคารอาจหายไปด้วย ทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของการถล่มได้

เขาระบุว่า การดูซากอาคารเป็นเรื่องจำเป็น เพราะไม่ใช่แค่เพื่อรู้ว่า “ตึกนี้พังเพราะอะไร” แต่เพื่อทำความเข้าใจว่าอาคารเก่าลักษณะเดียวกันที่ยังเหลืออยู่อีกจำนวนมาก ต้องป้องกันและแก้ไขอย่างไร

“ถ้าเราไม่รีบลงไปดู เราไม่ไปดูซาก ทุกตึกที่ถล่มเราก็จะไม่รู้ว่าสาเหตุการพังคืออะไร และเราจะไม่รู้ว่าไอ้ที่เหลืออยู่ต้องแก้ปัญหายังไง”

❏ จุดพังไม่ใช่ทั้งตึก แต่คือ “ส่วนยื่น”

ศ.ดร.อมรอธิบายว่า เหตุลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าอาคารเก่าทั้งหลังจะถล่มทั้งหมด แต่ปัญหามักเกิดกับ “ส่วนยื่น” ของอาคาร เช่น กันสาด ระเบียง หรือแผ่นคอนกรีตที่ยื่นออกมาจากตัวตึก

กรณีนี้เป็นอาคารเก่าอายุร่วมร้อยปี ส่วนที่ถล่มเป็นระเบียงกันสาดบนชั้นหลังคา ซึ่งแตกต่างจากอาคารที่มีพื้นด้านในช่วยรับแรงหรือยึดโครงสร้างไว้

“มันถล่มตรงส่วนที่เป็นส่วนยื่น พวกกันสาดหรือพวกระเบียง...เคสนี้ก็เป็นอาคารเก่าเหมือนกัน อายุร่วมร้อยปีเหมือนกัน”

❏ จุดอันตรายอยู่ที่ “คอนเนคชั่น”

หัวใจสำคัญที่ ศ.ดร.อมรพบจากการตรวจสอบ คือปัญหาเรื่อง “จุดยึดต่อ” หรือคอนเนคชั่น ระหว่างแผ่นคอนกรีตที่ยื่นออกมากับตัวอาคาร

เขาอธิบายว่า จุดที่กันสาดยึดอยู่เป็นชั้นหลังคา ไม่มีพื้นด้านในให้เสียบหรือยึดต่ออย่างแข็งแรง แผ่นคอนกรีตหนักหลายตันจึงเหมือนถูกยึดไว้กับผนังในลักษณะที่เปราะบางมาก

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือทั้งแผงมีจุดยึดเพียงไม่กี่จุด และเหล็กที่ใช้ในยุคเก่าเป็นเหล็กกลมธรรมดา ซึ่งยึดเกาะกับคอนกรีตได้ไม่ดีเท่าเหล็กยุคปัจจุบัน

“แผ่นปูนหนักหลายตันมันไปจ่อไว้เฉยๆ...ทั้งแผงมียึดแค่สองจุด คือหัวกับท้าย แล้วเหล็กที่ใช้ยึดสมัยก่อนก็เป็นแค่เหล็กกลมธรรมดา”

❏ อาคารเก่าเสื่อมสภาพตามเวลา สนิม-ความชื้นคือตัวเร่ง

ศ.ดร.อมรชี้ว่า อาคารเก่าอายุหลายสิบปีหรือร่วมร้อยปี ย่อมมีปัญหาวัสดุเสื่อมสภาพ ปูนเสื่อม เหล็กเสริมเป็นสนิม และเมื่อเจอฝน ความชื้น หรือน้ำขัง ปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งเร่งให้รอยต่อที่อ่อนแออยู่แล้วเสื่อมเร็วขึ้น

เขาระบุว่า โครงสร้างแบบนี้อาจอยู่ได้มานานหลายสิบปี แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะทุกปีที่ผ่านไป ความเสี่ยงจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่รับน้ำหนักไม่ไหว

“รอยต่อเดิมซึ่งไม่แข็งแรงอยู่แล้ว พอเหล็กเสริมถูกกัดกร่อนไป มันก็ถึงจุดวันที่มันถล่มลงมา”

❏ อาคารยุคเก่าไม่ได้ถูกสร้างภายใต้มาตรฐานปัจจุบัน

เมื่อถามว่าทำไมโครงสร้างลักษณะนี้จึงได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง ศ.ดร.อมรอธิบายว่า อาคารเก่าหลายหลังถูกสร้างขึ้นในยุคที่กฎหมายควบคุมอาคาร เทคโนโลยี วัสดุ และความรู้ด้านวิศวกรรมยังไม่เข้มงวดเท่าปัจจุบัน

เขาระบุว่า หากนำมาตรฐานปัจจุบันไปเทียบกับอาคารอายุหลายสิบปีหรือร่วมร้อยปี ย่อมพบว่าอาคารจำนวนมากไม่ได้มาตรฐาน เพราะถูกสร้างขึ้นคนละยุค คนละระบบ และคนละเงื่อนไขทางวิศวกรรม

“มันเป็นอาคารเก่า ไม่ใช่อาคารในยุคปัจจุบัน...ถ้าเอากฎหมายฉบับปัจจุบันไปเทียบ มันก็ไม่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว”

❏ ตึกแถวเก่าอาจมี “นับหมื่นหลัง”

ศ.ดร.อมรเตือนว่า กรุงเทพฯ มีตึกแถวและอาคารเก่าอายุ 50 ปีขึ้นไปจำนวนมาก โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่า และหลายหลังอาจมีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน

เขาเปรียบว่า อาคารเหล่านี้เหมือน “ระเบิดเวลา” ที่ซ่อนอยู่ตามทางเท้าและย่านชุมชน หากไม่มีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลอย่างจริงจัง ประชาชนที่เดินผ่านไปมาอาจต้องอยู่กับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าเราเดินไปตามฟุตปาทในย่านเมืองเก่า ผมว่ามันเหมือนระเบิดเวลาซ่อนอยู่ ไม่รู้ว่ามันจะร่วงใส่เราเมื่อไหร่”

❏ ไม่ใช่ปัญหาแค่กรุงเทพฯ แต่ควรเป็นวาระระดับชาติ

ศ.ดร.อมรมองว่า ปัญหาอาคารเก่าไม่ใช่เรื่องของกรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะต่างจังหวัดก็มีบ้านเรือนและอาคารเก่าอีกจำนวนมาก จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภารกิจของท้องถิ่น

เขาเสนอว่า เรื่องนี้ควรถูกยกระดับเป็นวาระด้านความปลอดภัยของเมืองในระดับรัฐบาล ครม. และรัฐสภา เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประชาชน เจ้าของอาคาร ผู้อยู่อาศัย และคนเดินเท้า

“เรื่องนี้มันต้องขยายผลไปที่ระดับรัฐบาล ระดับ ครม. ระดับรัฐสภา ที่จะต้องยกเรื่องนี้เป็นวาระเรื่องความปลอดภัยของเมืองอย่างจริงจัง”

❏ กฎหมายมี แต่อยู่ที่การบังคับใช้

ต่อข้ออ้างว่าอาคารเก่าเป็นทรัพย์สินเอกชน ทำให้รัฐหรือ กทม.เข้าไปจัดการได้ยาก ศ.ดร.อมรยืนยันว่า ปัจจุบันมีกฎหมายและกฎกระทรวงที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการสั่งปรับปรุงหรือแก้ไขอาคารที่มีสภาพอันตรายได้

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า “ไม่มีอำนาจ” แต่เป็นคำถามว่าหน่วยงานท้องถิ่นใช้อำนาจอย่างจริงจัง เข้มงวด และต่อเนื่องเพียงใด โดยเฉพาะการลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารเก่าที่เสี่ยงอันตราย

“ต้องยืนยันตรงนี้ว่ามีอำนาจ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันเป็นเรื่องของการบังคับใช้ว่าจะใช้อย่างจริงจังขนาดไหน”

❏ ประชาชนมองไม่ออก ต้องเริ่มจากรัฐ

ศ.ดร.อมรย้ำว่า ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถมองออกว่าโครงสร้างลักษณะใดเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง เพราะไม่ใช่วิศวกรโครงสร้าง ไม่รู้ว่าจุดยึดต่อของกันสาดหรือระเบียงถูกออกแบบมาอย่างไร

ดังนั้นต้นทางของความปลอดภัยต้องเริ่มจากรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการสำรวจอาคารอายุ 60-70 ปีขึ้นไปอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยลงไปตรวจ

“ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เริ่ม ความปลอดภัยไม่เกิด...เรื่องนี้มันอยู่ที่เจตจำนงของคนที่ดูแลพื้นที่ตรงนั้นอย่างแท้จริง”

❏ อาคารเก่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ต้องปลอดภัย

ศ.ดร.อมรไม่ได้มองว่าอาคารเก่าควรถูกรื้อทิ้งทั้งหมด เพราะหลายหลังมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และเป็นส่วนหนึ่งของเมือง แต่การอนุรักษ์ต้องเดินคู่กับความปลอดภัย

เขาชี้ว่า หลายประเทศมีงบประมาณและกลไกสนับสนุนการอนุรักษ์อาคารเก่า โดยคงรูปลักษณ์ภายนอกไว้ แต่ปรับปรุง เสริมกำลัง หรือรีโนเวทภายในให้มั่นคงตามหลักวิศวกรรม

“หลักวิศวกรรมไม่ใช่ปัญหา แต่เราขาดกลไกที่จะดูแลเรื่องตรงนี้”

❏ ต้องจัดระดับความเสี่ยง ไม่ใช่แก้ทุกตึกพร้อมกัน

ศ.ดร.อมรเสนอว่า รัฐควรเริ่มจากการสำรวจรูปแบบโครงสร้างและจุดยึดของอาคารเก่า จากนั้นจัดระดับความเสี่ยง เช่น อาคารใดอยู่ในระดับสีแดง ต้องรีบแก้ก่อน อาคารใดเสี่ยงน้อยกว่า จึงค่อยจัดลำดับดำเนินการ

เขามองว่าการแก้ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องทำทุกอาคารพร้อมกัน แต่ต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่าตึกไหนเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย และควรได้รับการปรับปรุงในลำดับใด

“ต้องสกรีนนิ่งให้ได้ว่าความเสี่ยงอันไหนมากน้อยกว่ากัน แล้วทำไปตามระดับของความเสี่ยงที่เราสำรวจได้”

❏ ภัยนี้อาจใหญ่กว่าแผ่นดินไหว

ศ.ดร.อมรเตือนว่า ปัญหาอาคารเก่าอาจรุนแรงกว่าเหตุแผ่นดินไหวในแง่ความใกล้ตัวและจำนวนอาคารที่เกี่ยวข้อง เพราะมีอาคารเก่าอยู่ตามถนนและย่านเมืองเก่าจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องมีแรงภายนอกมากระตุ้นก็อาจเกิดเหตุได้

เขาระบุว่า อาคารเหล่านี้อ่อนแอจากตัวมันเองอยู่แล้ว และเมื่อเวลาผ่านไป ความเสื่อมสภาพจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักที่น้ำหนักน้ำ ความชื้น และระบบระบายน้ำที่ไม่ดีอาจกลายเป็นปัจจัยร่วมให้เกิดการถล่ม

“เรื่องนี้อาจจะใหญ่กว่าแผ่นดินไหวอีก เพราะมันมีเป็นหมื่น ๆ หลัง ทุกถนนที่เราเดินไปในเมืองเก่า”

❏ ถ้าไม่ทำอะไร ความถี่จะเพิ่มขึ้น

ศ.ดร.อมรระบุว่า เหตุลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเป็นอุบัติเหตุเฉพาะจุด เพราะมีรูปแบบความเสี่ยงที่ชัดเจน ทั้งอายุอาคาร การเสื่อมของวัสดุ จุดยึดที่อ่อนแอ สนิม ความชื้น ฝน และน้ำหนักน้ำที่สะสม

หากไม่มีการแก้ไขเชิงระบบ เหตุการณ์จะเกิดซ้ำ และอาจเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว

“ถ้าเราไม่ทำอะไรเหมือนวันนี้ มันก็จะเกิดซ้ำ แล้วความถี่ในการเกิดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่น่ากลัวจริง ๆ”

❏ ถ้ามีอำนาจ จะเริ่มจาก “ปูพรมสำรวจ”

เมื่อถามว่าหากมีอำนาจจะแก้ปัญหาอย่างไร ศ.ดร.อมรตอบว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือปูพรมสำรวจตึกแถวและอาคารเก่าทั้งหมด เพื่อจัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงของอาคาร

เขาระบุว่า หากท้องถิ่นมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ มีวิศวกรจำนวนมากที่สามารถช่วยสนับสนุนงานด้านวิชาชีพได้ เพราะเรื่องนี้อยู่ในขีดความสามารถของผู้เชี่ยวชาญไทย

“อันดับแรกเลย ผมจะต้องปูพรมสำรวจตึกแถวทั้งหมด...ต้องทำฐานข้อมูลความเสี่ยงของอาคาร”

❏ เจ้าของอาคารต้องช่วยสังเกต แต่รัฐต้องเป็นฝ่ายเริ่ม

ศ.ดร.อมรฝากถึงประชาชนที่เป็นเจ้าของอาคารว่า ความปลอดภัยต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมของเจ้าของอาคารด้วย เพราะเป็นคนที่อยู่กับอาคารทุกวัน และอาจสังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติ เช่น สนิม รอยร้าว หรือการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ประชาชนไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ลำพัง รัฐต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้น ให้ความรู้ สำรวจ ประเมินความเสี่ยง และช่วยวางแนวทางว่าบ้านหรืออาคารหลังใดเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง

“ต้นทางของความปลอดภัย ประชาชนที่เป็นเจ้าของอาคารมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง...แต่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของฝั่งรัฐที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นร่วมกับชาวบ้าน”

❏ ต้องมีกองทุน-งบสนับสนุนการอนุรักษ์และเสริมความปลอดภัย

ศ.ดร.อมรมองว่า หากต้องการรักษาอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ รัฐควรมีกลไกด้านงบประมาณหรือกองทุนสนับสนุน เพื่อช่วยเจ้าของอาคารปรับปรุง เสริมกำลัง หรือบูรณะตามระดับความเสี่ยง

เขาย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องทำทุกตึกพร้อมกัน แต่ต้องมีระบบคัดกรอง มีแผน และมีเงินสนับสนุนในกรณีจำเป็น เพื่อให้การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่แลกมาด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน

“ระดับรัฐบาลและรัฐสภาต้องมองปัญหานี้อย่างจริงจัง ในเรื่องการอนุรักษ์อาคารเหล่านี้ ต้องมีฟันดิ้ง ต้องมีกองทุน”

❏ ปัญหาซ้ำซาก เพราะไม่มีระบบติดตาม

ศ.ดร.อมรสะท้อนว่า สิ่งที่น่าหนักใจคือสังคมไทยมักพูดเรื่อง “ถอดบทเรียน” หลังเกิดเหตุ แต่สุดท้ายกลับเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ เพราะไม่มีระบบติดตามผลอย่างจริงจัง

เขาระบุว่า ผู้บริหารไม่ควรหยุดแค่การสั่งการ แต่ต้องติดตามว่าคำสั่งนั้นถูกดำเนินการอย่างไร ผลลัพธ์คืออะไร และปัญหาถูกแก้จริงหรือไม่

“สั่งแล้วมันไม่ใช่สั่งน้ำมูก มันต้องมีการติดตามว่าไอ้ที่สั่งไปแล้วมันเป็นยังไง...ผู้บริหารสั่งแล้วต้องติดตามการแก้ไขปัญหา”

❏ จากเหตุเฉพาะหน้า สู่โจทย์ใหญ่ของเมือง

ศ.ดร.อมรสรุปว่า ปัญหาอาคารเก่าถล่มไม่ใช่เรื่องเฉพาะเหตุการณ์ แต่เป็นโจทย์เชิงระบบของเมือง ที่ต้องมีฐานข้อมูล องค์ความรู้ การบังคับใช้กฎหมาย การติดตามผล และกลไกสนับสนุนเจ้าของอาคาร

เขาเตือนว่า หากยังแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า เกิดเหตุครั้งหนึ่งก็ออกข่าวครั้งหนึ่ง สั่งการครั้งหนึ่ง แล้วปล่อยให้เงียบไป กรุงเทพฯ อาจเดินเข้าสู่สภาวะเมืองที่ประชาชนไม่มั่นใจแม้แต่การเดินบนทางเท้า

“เราไม่ได้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เราไม่มีฐานข้อมูล เราไม่มีองค์ความรู้ เกิดเหตุทีหนึ่งก็ออกข่าวกันทีหนึ่ง แล้วก็บอกว่าจะสั่งการแก้ปัญหาทีหนึ่ง”

#กันสาดถล่ม #ตึกเก่า #อาคารเก่า #กรุงเทพเมืองปลอดภัย #อมรพิมานมาศ #วิศวกรโครงสร้าง #ความปลอดภัยสาธารณะ #กทม #เมืองเก่า #ตรวจสอบอำนาจรัฐ #หมาเฝ้าบ้าน #เที่ยงเจอกัน

ศ.อมร-วสท.จี้ กทม.เช็กตึกเก่าผวาถล่ม ตั้ง 4 ปมสันนิษฐานต้นเหตุ 22/06/2026

https://www.matichon.co.th/local/news_5771559

ศ.อมร-วสท.จี้ กทม.เช็กตึกเก่าผวาถล่ม ตั้ง 4 ปมสันนิษฐานต้นเหตุ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุกันสาดอาคารพาณิชย์ทรุดตัว บริเวณใกล้วัดไตรมิตรวิ...

20/06/2026

เมื่อวานนี้ ช่วงค่ำ ผมได้ลงพื้นที่ถนนพระราม 4 เพื่อดูโครงสร้างอาคารที่ถล่ม จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่า ส่วนที่ถล่มไปคือ กันสาดคอนกรีตที่บริเวณพื้นชั้น 2 (หลังคา) ที่ยื่นออกมา ไม่ใช่โครงสร้างถล่มไปทั้งหลังตามที่สื่อรายงานเบื้องต้น

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ
1. ระเบียง หรือ กันสาดปูนถล่มแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น เมื่อ ต.ค.68 เกิดเหตุระเบียงถล่มที่ ถ.สำราญราษฎร์ เขตพระนคร และย้อนกลับไปในปี 2559 เกิดระเบียงตึกแถวประชานิเวศน์ ถล่มลงมา

2. การถล่มมักเกิดขึ้นกับอาคารเก่า และเกิดขึ้นกับโครงสร้างส่วนยื่น (cantilever) ที่มีจุดรองรับฝั่งเดียว ความเป็นอาคารเก่า ทำให้วัสดุ เช่นคอนกรีตและเหล็กเสริมเสื่อมสภาพ กรณี อาคารที่พระราม 4 และสำราญราษฎร์ อายุเกือบร้อยปี วัสดุในสมัยก่อนยังไม่แข็งแรงเท่าในปัจจุบัน ภาวะความชื้นจากน้ำฝนทำให้เหล็กผุกร่อนจากการเป็นสนิม

3. กรณีพระราม 4 ที่เพิ่งเกิดขึ้น ผมสังเกตเห็นจุดยึด (connection) มีไม่กี่จุด แสดงว่าไม่ได้ยึดพื้นตลอดแนวขอบพื้น เพราะเป็นชั้นหลังคาไม่มีพื้นด้านในให้ยึด ดังนั้นการยึดจึงเกิดขึ้นกับคานหรือเสาหรือผนังด้านในแค่บางจุดเท่านั้น ตรงตำแหน่งที่เห็นเป็นครีบปูนยื่นออกมาเป็นคานรองรับพื้นปูนที่เทบนครีบปูนนี้อีกที เข้าไปดูซากปูนใกล้ๆเห็นเหล็กที่ใช้ยึดคาดว่าเป็นเหล็กกลมผิวเรียบ การเกาะยึดคอนกรีตอาจไม่แข็งแรงพอ

โดยรวมคิดว่า นอกจากสภาพอาคารเก่า เสื่อมสภาพ และเหล็กเป็นสนิมแล้ว ปัญหาสำคัญคือรอยต่อ (connection) ไม่แข็งแรงด้วย

ปัญหากันสาดถล่มนี้ มีรูปแบบความเสี่ยงอันตรายอย่างชัดเจน และน่าจะมีอาคารเก่าแบบนี้อีกเป็นจำนวนมากใน กทม. ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งหาทางป้องกันปัญหานี้อย่างเป็นระบบครับ ไม่งั้นเกิดขึ้นอีกแน่นอน

Photos from Amorn Pimanmas's post 20/06/2026

เมื่อวานนี้ ช่วงค่ำ ผมได้ลงพื้นที่ถนนพระราม 4 เพื่อดูโครงสร้างอาคารที่ถล่ม จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่า ส่วนที่ถล่มไปคือ กันสาดคอนกรีตที่บริเวณพื้นชั้น 2 (หลังคา) ที่ยื่นออกมา ไม่ใช่โครงสร้างถล่มไปทั้งหลังตามที่สื่อรายงานเบื้องต้น

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ
1. ระเบียง หรือ กันสาดปูนถล่มแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น เมื่อ ต.ค.68 เกิดเหตุระเบียงถล่มที่ ถ.สำราญราษฎร์ เขตพระนคร และย้อนกลับไปในปี 2559 เกิดระเบียงตึกแถวประชานิเวศน์ ถล่มลงมา

2. การถล่มมักเกิดขึ้นกับอาคารเก่า และเกิดขึ้นกับโครงสร้างส่วนยื่น (cantilever) ที่มีจุดรองรับฝั่งเดียว ความเป็นอาคารเก่า ทำให้วัสดุ เช่นคอนกรีตและเหล็กเสริมเสื่อมสภาพ กรณี อาคารที่พระราม 4 และสำราญราษฎร์ อายุเกือบร้อยปี วัสดุในสมัยก่อนยังไม่แข็งแรงเท่าในปัจจุบัน ภาวะความชื้นจากน้ำฝนทำให้เหล็กผุกร่อนจากการเป็นสนิม

3. กรณีพระราม 4 ที่เพิ่งเกิดขึ้น ผมสังเกตเห็นจุดยึด (connection) มีไม่กี่จุด แสดงว่าไม่ได้ยึดพื้นตลอดแนวขอบพื้น เพราะเป็นชั้นหลังคาไม่มีพื้นด้านในให้ยึด ดังนั้นการยึดจึงเกิดขึ้นกับคานหรือเสาหรือผนังด้านในแค่บางจุดเท่านั้น ตรงตำแหน่งที่เห็นเป็นครีบปูนยื่นออกมาเป็นคานรองรับพื้นปูนที่เทบนครีบปูนนี้อีกที เข้าไปดูซากปูนใกล้ๆเห็นเหล็กที่ใช้ยึดคาดว่าเป็นเหล็กกลมผิวเรียบ การเกาะยึดคอนกรีตอาจไม่แข็งแรงพอ

โดยรวมคิดว่า นอกจากสภาพอาคารเก่า เสื่อมสภาพ และเหล็กเป็นสนิมแล้ว ปัญหาสำคัญคือรอยต่อ (connection) ไม่แข็งแรงด้วย

ปัญหากันสาดถล่มนี้ มีรูปแบบความเสี่ยงอันตรายอย่างชัดเจน และน่าจะมีอาคารเก่าแบบนี้อีกเป็นจำนวนมากใน กทม. ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งหาทางป้องกันปัญหานี้อย่างเป็นระบบครับ ไม่งั้นเกิดขึ้นอีกแน่นอน

20/06/2026

https://www.facebook.com/share/p/1EuBWXJA2n/?mibextid=wwXIfr

หลังจากเกิดเหตุการณ์อาคารถล่มที่แยกหมอมี ผมได้เดินทางมาที่เกิดเหตุเพื่อติดตามความคืบหน้า และตรวจสอบผลกระทบที่ประชาชนได้รับครับ ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยครับ

เหตุการณ์ในวันนี้สะท้อนว่าชีวิตของคนกรุงเทพยังอยู่อยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอน

ศ.ดร. อมร พิมานมาศ เพื่อนร่วมงานของผม พบข้อมูลที่น่าจะเป็นประเด็นสาเหตุของการพังถล่ม เพิ่มเติม

จากเดิมที่คาดการณ์ว่า เกิดจากการเกิดสนิมในเหล็กที่ใส่ในพื้น และ โครงสร้างเป็นลักษณะยื่น แต่เมื่อได้ตรวจสอบซากพื้นที่ถล่มลงไป พบว่า มีประเด็นสำคัญเพิ่มเติมคือพบว่ามีจุดยึดระหว่างพื้นกับตัวอาคารเพียงไม่กี่ตำแหน่ง และใช้เหล็กเส้นกลมในการยึด ซึ่งอาจทำให้จุดยึดไม่แข็งแรง

ดังนั้นปัญหาของการถล่ม จึงอาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของอาคารเก่า เหล็กเป็นสนิม และจุดยึดไม่เพียงพอ ทั้งสามปัจจัยร่วมกันนี้ อาจเป็นสาเหตุให้ระเบียงกันสาดถล่มได้

ทั้งนี้ ศ.ดร.อมร ให้ความเห็นว่า อาคารหลังดังกล่าวควรต้องตรวจสอบโครงสร้างส่วนที่เหลือว่าได้รับผลกระทบเพียงใด และยังคงมั่นคงแข็งแรงหรือไม่

จากเหตุการณ์นี้ต้องยืนยันว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร นายตรวจ หรือ นายช่างโยธาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกทม. มีอำนาจและหน้าที่ตรวจตราอาคารเก่า และ แจ้งให้เจ้าของอาคารแก้ไขให้มีความมั่นคงแข็งแรง ถ้าไม่แก้ไข กทม. มีอำนาจเข้าไปปรับปรุงแก้ไข และ เรียกค่าชดเชยจากเจ้าของตึกได้ในภายหลัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และจากเหตุการณ์นี้ยังสะท้อนว่า กทม. ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น ซึ่งมีตั้งแต่

1. กทม. ควรใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ตรวจสอบความเสื่อมสภาพของอาคารเก่าที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เป็นประจำ มุ่งเน้นป้องกันการพังทลาย และแก้ไขปรับปรุงให้มีความปลอดภัย

2. ความปลอดภัยในการก่อสร้าง ควรจะบังคับเปิดเผยภาพกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัย และ บังคับเปิดเผยสัญญาประกันภัยเอกชน ให้ประชาชนที่เสียหายเคลมได้เลย ไม่ต้องรอฟ้องศาล

3.การสำรวจโพรงใต้ดิน ที่ทำให้เกิดถนนยุบ และ อาคารทรุด ในหลายพื้นที่กรุงเทพมหานคร

4.การเตรียมความพร้อมในการซ้อมรับมือแผ่นดินไหวประจำปี, ทีมกู้ภัยจากเหตุแผ่นดินไหว และ การประเมินความแข็งแรงอาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพ

ผมขอแสดงความเสียใจ และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบอีกครั้ง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามและตรวจสอบของสาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงพร้อมทั้งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวครับ

ผลิตโดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ที่อยู่ 167 ชั้น 4 อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 หัวหมาก บางกะปิ กทม. 10240 จำนวน 1 ชุด ตามวันและเวลาที่ปรากฏ

“จากจุดตัดรถไฟ ถึงการออกแบบความปลอดภัยเมือง" คุยกับ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ | PPLE's Talk Special EP1 17/06/2026

คุยกับ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร
ทัศนะการแก้ปัญหาเมืองตามหลักวิศวกรรม

ลองฟังดูครับ

“จากจุดตัดรถไฟ ถึงการออกแบบความปลอดภัยเมือง" คุยกับ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ | PPLE's Talk Special EP1 กรุงเทพฯ ที่คุณใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ปลอดภัยดีแล้วจริงหรือ? เมื่อสา...

Photos from Amorn Pimanmas's post 15/06/2026

🟡 🟡 โค้งสุดท้าย 🟡 🟡

หนังสือ SP59 มาแล้วครับ 502 หน้า พร้อมจัดส่ง เหลือไม่มากแล้ว สนใจสมัครได้ครับ

✅ หลักสูตรอบรม SEM33 การออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวด้วยโปรแกรม ETABS ✅
ปรับพื้นฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว และ การใช้ ETABS ออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว อย่างถูกต้อง
📌 อบรม Online 4 วัน (19, 20, 26 และ 27 มิ.ย. 69)

⏰ เวลา 09.00 - 16.00 น.

วิทยากร
🟡 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ
🟡 รศ.ดร.ปรีดา ไชยมหาวัน

✅ PDU 48 หน่วย ✅

- ค่าลงทะเบียน -
🔹 3,500 บาท

สิทธิประโยชน์ของผู้เข้าอบรม
1.ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับหน่วยพัฒนาความรู้ (PDU) 48 หน่วย เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนระดับของสภาวิศวกร
2.หนังสือ AP-SP-59 การออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวด้วยโปรแกรม ETABS
3.วุฒิบัตรเข้ารับการอบรม
4. ดูวีดีโอบันทึกการสอนย้อนหลังได้ตลอด

🔺 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านการ Scan QR Code หรือ กดลิ้งค์ : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScJ_OyV-XymwZGMl-gS3XawLBBRxqWtODSFJ34ILysdirL2hQ/viewform?usp=header

สอบถาม Line id :

10/06/2026

สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด จัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง
"TSEA F232 การออกแบบสะพานคอนกรีตอัดแรง วัสดุลวดอัดแรงที่ใช้ในงานสะพาน"

🗓️ วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 13.30 - 16.30 น.

🔴 ได้รับ CPD/PDU 3 หน่วย🔴
✅อบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย✅

วิทยากร
🟧ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย
🟧นายอภิณัฐ เพชรพลอยงาม ผู้จัดการแผนก-บริหารเทคนิค บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด

🚨ลงทะเบียนผ่านลิงค์หรือ Scan QR code : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_FoZ5F1BRRu6jR70Q_fgjmA

แจ้งเพิ่มเติม : คะแนน CPD สมาคมฯจะลงระบบให้โดยผู้อบรมไม่ต้องลงทะเบียนเองค่ะ

▶ ผ่านโปรแกรม zoom webinar
▶ แจ้งลิ้งค์เข้าอบรมผ่านทางอีเมลล์ (ลงทะเบียนแล้วแจ้งลิ้งค์ทันที)
▶ จำกัดเพียง 1,000 สิทธิ์เท่านั้น
▶ หากต้องการรับใบประกาศนียบัตร สนับสนุนสมาคมฯ 200 บาท บริจาคได้ที่ Link: https://forms.gle/93WJ47apQiG7GoRH8
▶ หากต้องการรับใบประกาศพร้อมเอกสารประกอบการบรรยาย สนับสนุนสมาคมฯ 300 บาท บริจาคได้ที่ ชำระได้ที่ link : https://forms.gle/93WJ47apQiG7GoRH8

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00