PCTC Pharmacy CMU

PCTC Pharmacy CMU

แชร์

ศูนย์ฝึกอบรมการบริบาลทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical Care Training Center; PCTC) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศูนย์ฝึกอบรมการบริบาลทางเภสัชกรรม, ภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Pharmaceutical Care Training Center (PCTC), Department of Pharmaceutical Care, Faculty of Pharmacy, Chiang Mai University, THAILAND

15/06/2026

เภสัชปีศาจ 👻💊 (อินเทรนนิสส)

"ในผู้สูงอายุ แค่ถามแพ้ยาก่อนจ่ายยา...ก็เพียงพอ จริงหรือ?"
นอกเหนือจากการแพ้ยา ซึ่งจัดเป็น Type B ADR จะเป็นประเด็นที่น่ากังวล แต่ปัญหาหลักที่มักถูกละเลยคือ ผลข้างเคียงของยา หรือ type A ADR ซึ่งสัมพันธ์กับขนาดยาและมักจะสามารถทำนายได้ (predictable)

💊⚠️ อันตรายจากยา (Adverse Drug Reaction: ADR) ในผู้สูงอายุ
รู้หรือไม่ ? 🧐 ผู้สูงอายุราว 1 ใน 10 คน ที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน (ER) มีสาเหตุมาจากปัญหาการใช้ยาที่ "ป้องกันได้"

จากการศึกษาของปริญญา เพิ่มลาภและคณะ พบว่า มากกว่า 21% ของการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินของผู้สูงอายุในประเทศไทยมีความเกี่ยวข้องกับยา และเกือบ 60% ของปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่สามารถป้องกันได้ โดยมักสัมพันธ์กับยาบางกลุ่ม เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยารักษาโรคเบาหวานชนิดรับประทาน อินซูลินชนิดฉีด และยารักษาโรคมะเร็ง

แค่อายุอย่างเดียวหรือที่ทำให้เสี่ยง ? 🗓️
📌 หัวใจสำคัญที่มากกว่า "อายุ" อาจจะเป็น "ภาวะเปราะบาง" (Frailty) 📉
หลายคนอาจคิดว่าอายุมากอย่างเดียวคือปัจจัยเสี่ยง แต่ความจริงแล้วภาวะเปราะบางอาจเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญกว่าอายุ:

• ภาวะเปราะบาง (frailty)📉 เป็นภาวะที่มีการเสื่อมถอยของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงสมรรถภาพของบุคคล ส่งผลให้ความสามารถในการปรับตัวและการทนต่อปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การเจ็บป่วย การผ่าตัด หรือการใช้ยาลดลง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงและทำให้การฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยล่าช้าเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุทั่วไป

Frailty ถึงสัมพันธ์กับ ADR เยอะไหม? 🔍
งานวิจัยระบุว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง (Frailty Index ≥ 0.16) มีความเสี่ยงที่จะเกิด ADR เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ❗️ เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ร่างกายยังแข็งแรง

การดูแลแบบองค์รวม (CGA) จึงสำคัญมากในการช่วยประเมินความเปราะบางและคัดกรองยาที่ไม่เหมาะสม (potentially inappropriate medications: PIMs) หรือยาที่มีความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์สูงดังที่กล่าวไป เพื่อลดโอกาสการเกิด ADR และการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุลง

1. Phoemlap P, Vadcharavivad S, Musikatavorn K, Areepium N. Prevalence and factors associated with preventable drug-related emergency department visits (DREDp) in elderly patients. BMC Emerg Med. 2024;24(1):197.
2. Clegg A, Young J, Iliffe S, Rikkert MO, Rockwood K. Frailty in elderly people. Lancet. 2013;381(9868):752-62.
3. Cullinan S, O'Mahony D, O'Sullivan D, Byrne S. Use of a frailty index to identify potentially inappropriate prescribing and adverse drug reaction risks in older patients. Age Ageing. 2016;45(1):115-20.
4. Zazzara MB, Palmer K, Vetrano DL, Carfì A, Onder G. Adverse drug reactions in older adults: a narrative review of the literature. Eur Geriatr Med. 2021;12(3):463-73.

Photos from PCTC Pharmacy CMU's post 14/06/2026

Sunday reading...🐱‍👓
🫀🫘🍽️ Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome: เมื่อหัวใจ–ไต–เมตาบอลิซึม ไม่ใช่โรคที่แยกออกจากกันอีกต่อไป

🚨 New CPG Alert!
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 AHA/ACC ร่วมกับ ADA และ ASN ได้เผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติฉบับใหม่ ได้แก่ 2026 AHA/ACC/ADA/ASN Guideline for the Prevention, Detection, Evaluation, and Management of Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome ออกมาสด ๆ ร้อน ๆ ครับ แนวทางฉบับนี้เป็นการยุติการใช้ แทนที่ และขยายขอบเขตจาก 2013 AHA/ACC/TOS Guideline for the Management of Overweight and Obesity in Adults

เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดผ่านปัจจัยเสี่ยงและกลไกทางเมตาบอลิซึมร่วมกัน แนวคิด Cardiovascular-Kidney-Metabolic syndrome หรือ CKM syndrome ได้ขยายกรอบการมองโรคให้ครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิก เช่น โรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 โรคไตเรื้อรัง และโรคหัวใจและหลอดเลือด

บทความนี้จึงอยากนำเสนอ 10 ประเด็นสำคัญที่ควรรู้ จากแนวทางฉบับนี้ครับ
1️⃣ การแบ่งระยะของ CKM syndrome: แนะนำให้แบ่งระยะ CKM syndrome ตั้งแต่ stage 0–4 ในเยาวชนและผู้ใหญ่ เพื่อป้องกันการดำเนินโรคไปสู่ระยะที่สูงขึ้น ปรับการรักษาตาม absolute risk เพื่อลด cardiovascular events และการสูญเสียการทำงานของไตตลอดช่วงชีวิต และส่งเสริมให้ CKM ถอยกลับได้ผ่านการปรับพฤติกรรมสุขภาพและการลดน้ำหนัก
2️⃣ ใช้ PREVENT equations ประเมินความเสี่ยง: ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ CVD (CKM syndrome stage 0–3) ควรประเมินความเสี่ยงด้วย PREVENT equations เพื่อคำนวณ 10- year risk และ 30-year risk for atherosclerotic cardiovascular disease (ASCVD), heart failure (HF), และ total CVD โดยเกณฑ์ 10-year risk ≥20% เป็นหนึ่งในเกณฑ์ของ CKM stage 3 นอกจากนี้ 10-year risk ≥7.5% ยังช่วยจัดลำดับความสำคัญของการใช้ยารักษา CKM syndrome ได้อีกด้วย
3️⃣ ประเมิน CKM risk factors เป็นประจำ: แนะนำให้ประเมิน metabolic risk factors และ kidney function เป็นประจำในผู้ใหญ่ทุกคน รวมทั้งพิจารณาประเมินในกลุ่มเฉพาะ คือ pre-heart failure, metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease (MASLD) และ obstructive sleep apnea ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้
4️⃣ ประเมินและจัดการ social determinants of health (SDOH): แนะนำให้ประเมิน SDOH เป็นประจำ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเกิด CKM syndrome และภาวะแทรกซ้อน ซึ่งช่วยให้เกิดการดูแล CKM syndrome แบบองค์รวม
5️⃣ เน้นการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ: แนะนำให้ใช้ interdisciplinary care model ในผู้ที่มีภาวะซ้อนทับกันระหว่าง T2D, CKD และ CVD เพื่อส่งเสริม patient-centered care แนวทางยังเน้นความสำคัญของผู้ประสานงานหลัก (CKM coordination point person) ซึ่งทำหน้าที่ประสานการทำงานของทีม สนับสนุนการนำ evidence-based care และ guideline-directed medical therapy ไปใช้จริง รวมทั้งสนับสนุนทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์
6️⃣ ประเมินและรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน: แนะนำให้ประเมินภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และ abdominal adiposity โดยใช้ทั้ง BMI และรอบเอว เพื่อประเมินความเสี่ยงจากไขมันส่วนเกิน ควรจัดการภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพื่อป้องกัน CKM syndrome progression และส่งเสริม CKM syndrome regression โดยเน้นการปรับพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับยารักษาโรคอ้วน ตลอดจน metabolic & bariatric surgery เมื่อมีความจำเป็นและเหมาะสม
7️⃣ ใช้ยาลดน้ำตาลที่มีผลปกป้องหัวใจ (Cardioprotective antihyperglycemic therapies) ในผู้ป่วยเบาหวาน: ในผู้ป่วย T2D ที่มี CVD หรือมีความเสี่ยงต่อ CVD เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการปรับพฤติกรรมสุขภาพ การควบคุมน้ำหนัก และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงแล้ว แนะนำให้ใช้ cardioprotective antihyperglycemic GDMT ได้แก่ SGLT2 inhibitors, GLP-1–based therapy หรือทั้งสองกลุ่ม เพื่อช่วยเรื่องผลลัพธ์ทางหัวใจและไต โดยการเลือกชนิดยาควรพิจารณาจากโรคร่วมทางคลินิก เช่น CKD, ASCVD, HF, obesity, severe hyperglycaemia และ MASLD
8️⃣ ประเมิน CKD ด้วย eGFR และ UACR และใช้ยาที่ช่วยปกป้องไต: แนะนำให้ใช้ทั้ง eGFR และ urine albumin-to-creatinine ratio (UACR) เพื่อประเมิน CKD และใช้ประกอบการเลือก kidney-protective agents ที่ให้ประโยชน์ทั้งต่อหัวใจและไต
สำหรับผู้ป่วยที่มี CKD ร่วมกับ T2D หรือ CKD ร่วมกับ albuminuria ควรใช้ RASi และ SGLT2 inhibitors เป็น first-line therapy
หากผู้ป่วย CKD ร่วมกับ T2D ยังคงมี persistent albuminuria ควรเพิ่ม NON-steroidal mineralocorticoid receptor antagonist (nsMRA) หรือ GLP-1–based therapy เพื่อเพิ่มการปกป้องไตและหัวใจ
9️⃣ จัดการ CKM risk factors ในผู้ป่วย ASCVD: การดูแลผู้ป่วย ASCVD ควรให้ความสำคัญกับโรคร่วมในกลุ่ม CKM syndrome ได้แก่ การรักษาโรคอ้วนด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ การฝช้ยา และ metabolic & bariatric surgery เมื่อเหมาะสม โดยการใช้ยาลดน้ำตาลที่มีผลปกป้องหัวใจในผู้ป่วย T2D และการใช้ยาที่ปกป้องไตในผู้ป่วย CKD การดูแลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลด adverse cardiovascular events และชะลอการสูญเสียการทำงานของไต
🔟 จัดการ CKM risk factors ในผู้ป่วย heart failure
ควรผนวก CKM factors เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย heart failure
10.1 HFrEF ให้เน้น quadruple therapy ซึ่งประกอบด้วย
• RASi ได้แก่ ARNI หรือ ACEi หรือ ARB ตามความเหมาะสม
• SGLT2 inhibitor
• Evidence-based beta blockers
• Steroidal MRA
10.2 HFmrEF และ HFpEF
• ใช้ SGLT2 inhibitors เป็น first-line GDMT
• เพิ่ม GLP-1–based therapy ในผู้ป่วยที่มี obesity หรือ CKM risk factors อื่น
• พิจารณา nonsteroidal MRA ในผู้ป่วยที่มี T2D และ CKD เพื่อลด adverse cardiovascular events และการสูญเสียการทำงานของไต

สรุป: CKM syndrome คือการเปลี่ยนมุมมองการรักษา จากแบบแยกส่วน ไปสู่การดูแลแบบองค์รวม เพราะระบบหัวใจ ไต และเมตาบอลิซึมเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ ดังนั้น การป้องกันโรคหัวใจในอนาคตจึงอาจต้องเริ่มจากการดูแลน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาล ไขมัน ความดัน และไตไปพร้อม ๆ กัน

References
1. Ndumele CE, Rodriguez F, Dixon DL, et al. 2026 AHA/ACC/ADA/ASN guideline for the prevention, detection, evaluation, and management of cardiovascular-kidney-metabolic syndrome: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Joint Committee on Clinical Practice Guidelines. Circulation. Published online June 9, 2026. doi:10.1161/CIR.0000000000001453.
2. American Heart Association. Top Things to Know: 2026 Guideline for the Prevention, Detection, Evaluation, and Management of CKM Syndrome. Updated June 9, 2026.

CMU-MOOC | โรคหวัดในเด็ก: การรักษาด้วยยา และการป้องกัน (Common Cold in Children: Pharmacotherapy and Prevention) 11/06/2026

🤧🌧️🧣❄️😷
เข้าหน้าฝนกันแล้ว แถมเด็กๆยังเพิ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน สิ่งที่ตามมาคือ หวัดในเด็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ครับ

วันนี้เลยมีคอร์สสั้น ๆ มานำเสนอ กับ CMU-MOOC เรื่อง "โรคหวัดในเด็ก: การรักษาด้วยยา และการป้องกัน (Common Cold in Children: Pharmacotherapy and Prevention)"

🐻คอร์สนี้เหมาะกับ คุมพ่อคุมแม่ ลุงป้าน้าอา ตาตายายยาย ที่ต้องดูแลเด็กน้อย และบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจ
💊หัวข้อ จัดเต็มมาให้เกี่ยวกับการรักษาตามอาการที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่ คัดจมูก ไอและมีเสมหะ น้ำมูกไหล ไข้ เจ็บคอ และแถมหัวข้อการป้องกันมาให้อีกนิดนะครับ เน้น evidence แน่น ๆ เลยครับ
🐸หัวข้อไม่จำเป็นต้องเรียนต่อเนื่องกัน สามารถเลือกดูเฉพาะหัวข้อที่อยากรู้ก็ได้ครับ
🫒สำหรับเภสัชกร สามารถนำเอาใบประกาศที่ได้ ไปขอยื่น CPE ได้ 1.25 หน่วยกิต นะครับ
🐧สมัครได้ที่: https://mooc.cmu.ac.th/th/course/8D636CFD-5994-4A70-85A5-96E5AC1B73B4?fbclid=IwY2xjawSXDB1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETE5RE9MekRaeDRpQzB2NWtDc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHm1mIAxgIX6z_B6z2twXPTC5wNxKICH9T6FRSkvo-X_8nKUTWy82FAxUn9HF_aem_YWdncwDD5WgAQCUCg18UueMTCDZi&brid=YWdncwGrF4pgE4SvvCKQbeEZMXTQ

SLIDE: https://cmu.to/mooccommoncold

CMU-MOOC | โรคหวัดในเด็ก: การรักษาด้วยยา และการป้องกัน (Common Cold in Children: Pharmacotherapy and Prevention) I ผู้สอน Iอ.ภก.เกียรติเกรียงไกร ไกยรัตโกศล, Pham.D., BCP.I คำอธิบายรายวิชา Iหลักสูตรนี้กล่าวถึงการรักษาโรคหวัดในเด็กส....

09/06/2026

เก็บตกประเด็นจากงานประชุม New Trend 2026 🌈🌈
กับคำถามคลาสสิก "มีข้อมูลการใช้ NOAC ในผู้ป่วย ESRD ไหม?"

💡KEYPOINTS
👨‍🔬ผู้ป่วย ESRD มีความเสี่ยงทั้ง ischemic stroke และ bleeding สูงกว่า ประชากรทั่วไปพร้อมกัน ส่งผลให้ net benefit ของ OAC ยังเป็นที่ถกเถียง
📍ยังไม่มี RCT ขนาดใหญ่ที่ชัดเจนว่า OAC ลด stroke ใน ESRD+AF ได้จริง ดังนั้น การตัดสินใจต้องทำแบบ individualized และ shared decision-making
👨‍🔬Apixaban เป็น DOAC ที่มีหลักฐานมากที่สุดและมักถูกแนะนำเป็นตัวเลือกแรกในผู้ป่วย ESRD/dialysis ที่ต้องการ OAC
👨‍🔬 ขนาดของ apixaban ก็ยังมีข้อถกเถียง มีทั้ง 5 mg BID และ 2.5 mg BID ในผู้ป่วย ESRD/dialysis ขึ้นอยู่กับ criteria และแหล่งที่อ้างอิง
👨‍🔬KDIGO แนะนำให้ใช้ apixaban ในขนาด 2.5 mg BID ไปก่อน จนกว่าจะมีข้อมูล RCT ชัดเจน (KDIGO ให้เหตุผลเรื่องลด bleeding risk )
👨‍🔬 USFDA แนะนำ 5 mg BID (ลดเป็น 2.5 หากอายุ ≥80 หรือ ≤60 kg) โดยอ้างอิง PK/PD data เป็นหลัก
👨‍🔬Dabigatran และ edoxaban ไม่แนะนำ ในผู้ป่วย ESRD/dialysis เนื่องจากถูกขับผ่านไตสูงและไม่มีข้อมูลเพียงพอ
👨‍🔬Warfarin ยังเป็นตัวเลือกที่ยอมรับได้แต่มีข้อกังวลเรื่อง calciphylaxis, vascular calcification และ TTR ที่ไม่เสถียรในผู้ป่วยไต

หรือ อยากอัพเดทแบบจัดเต็ม ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการ
Pharmaceutical Care in Nephrology Conference ทั้ง onsite และ online 😍😍
📅 ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2569
📍 ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบ Hybrid meeting

📝 สมัครเข้าร่วมประชุมได้ที่: https://cpe.pharmacy.cmu.ac.th/conference/website/16

#เภสัชกร #ไตวายระยะสุดท้าย #ความรู้รอบเภสัช #อัปเดตวิชาการ #รีวิวยา #บริบาลเภสัชกรรม #ความปลอดภัยในการใช้ยา #ทีมเภสัชกร

03/06/2026

❤️ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงเกิด HF สูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 2 เท่า และ HF เป็นหนึ่งใน CV outcome ที่พบบ่อยที่สุดใน T2DM ด้วย
📍การป้องกัน HF จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการรักษาเบาหวาน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับ glycemic control (HbA1C

Photos from PCTC Pharmacy CMU's post 02/06/2026

🎉🎉ศูนย์ฝึกอบรมการบริบาลเภสัชกรรม ภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงความยินดีกับ
💊 ภญ.พีรดา เกตุวีระพงศ์ โรงพยาบาลแพร่
🎖️ที่สำเร็จการฝึกปฏิบัติในหลักสูตรระยะสั้น การบริบาลทางเภสัชกรรม สาขาโรคมะเร็ง รอบที่ 1 (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 - 31 พฤษภาคม 2569)

💊 ภญ.ปนัดดา ขวัญสุวรรณ โรงพยาบาลชลบุรี
💊 ภญ.ธนัญญา ประสิทธิ์ โรงพยาบาลนครพิงค์
💊 ภญ.กชกร กันภัย โรงพยาบาลพิจิตร
🎖️ที่สำเร็จการฝึกปฏิบัติในหลักสูตรระยะสั้น การบริบาลทางเภสัชกรรม สาขาโรคไต รอบที่ 1 (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 - 31 พฤษภาคม 2569)

🎉ทางศูนย์ฯ ยินดีอย่างยิ่งที่เภสัชกรทุกท่านได้มาฝึกปฏิบัติ เรียนรู้ และร่วมดูแลผู้ป่วยร่วมกันกับทางทีมแพทย์ ทีมเภสัชกรโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ นอกจากนี้ทางศูนย์ต้องขอขอบคุณ ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ร่วมเป็นเภสัชกรพี่เลี้ยงในการฝึกอบรมฯ
🙏🙏ขอให้เภสัชกรทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและทุกๆ ด้านของชีวิต เป็นกำลังสำคัญของโรงพยาบาลในการดูแลดูป่วยต่อไป🥰 ดูน้อยลง

Photos from PCTC Pharmacy CMU's post 30/05/2026

🫀 ความน่ากลัวของเบาหวานต่อหัวใจ
หลายคนอาจทราบว่าเบาหวานสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะน้ำตาลที่สูงอย่างเรื้อรังแค่เพียงอย่างเดียว แม้ไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็อาจทำให้หัวใจเริ่มเกิดความเสียหายได้ ทั้งที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการใด ๆ ซึ่งเรียกว่าภาวะ Diabetic Cardiomyopathy (DbCM)
ภาวะ DbCM เป็นความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน โดยไม่สามารถอธิบายได้จากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือความดันโลหิตสูง จัดเป็นระยะ Stage B Heart Failure ตามแนวทาง ACC/AHA ปี 2022 ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะยังไม่มีอาการทางคลินิกใด ๆ เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ไม่เหนื่อย ไม่บวม ไม่แน่นหน้าอก ในระยะนี้มักตรวจพบความผิดปกติของการคลายตัวของหัวใจ (Diastolic Dysfunction) ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินโรคไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระดับที่สูงขึ้น (Stage C Heart Failure) ได้ในอนาคต
🧬 น้ำตาลสูงเรื้อรังทำให้เกิดภาวะ DbCM ได้อย่างไร?
ภาวะ DbCM เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งมีผลทำให้เกิดพังผืดในกล้ามเนื้อหัวใจ และการหนาตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือการแสดงออกของยีนที่เปลี่ยนไป โดยหลักฐานในปัจจุบันพบว่า น้ำตาลในเลือดสูงสามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนผ่านกลไกทาง Epigenetics ได้ แม้ลำดับ DNA จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม โดยกลไกสำคัญทางด้าน Epigenetics ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ DNA Methylation, Histone Modifications, BET Proteins และ RNA Regulators (miRNAs, lncRNAs, circRNAs)
📌 ทำไมการควบคุมเบาหวานตั้งแต่ระยะแรกจึงสำคัญ?
หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ "Metabolic Memory" ซึ่งอธิบายว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในอดีตอาจทิ้งร่องรอยทาง Epigenetics ไว้ภายในเซลล์ แม้ว่าผู้ป่วยจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นในภายหลังแล้วก็ตาม โดยร่องรอยเหล่านี้อาจส่งผลต่อการแสดงออกของยีน การอักเสบ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมผู้ป่วยบางรายยังคงมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน แม้จะควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีในปัจจุบัน
🔬 เมื่อ Epigenetics กลายเป็นเป้าหมายใหม่
จากบทบาทสำคัญของ Epigenetics ต่อการเกิดภาวะ DbCM ทำให้ปัจจุบันมีความสนใจในการพัฒนาแนวทางการรักษาที่มุ่งเป้าต่อกลไกดังกล่าว เช่น BET inhibitors, RNA-based therapies และเทคโนโลยีทางการแพทย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแสดงออกของยีน โดยแม้แนวทางเหล่านี้ยังอยู่ในระยะการศึกษาและพัฒนา แต่ถือเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่น่าจับตามองสำหรับการป้องกันและชะลอความเสียหายของหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานในอนาคต
📋 สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานอาจเริ่มมีความผิดปกติของหัวใจได้ตั้งแต่ก่อนเกิดอาการแสดงทางหัวใจ โดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุม HbA1c ให้ได้ตามเป้าหมาย และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่น ๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ได้แก่ การควบคุมความดันโลหิต ไขมัน และน้ำหนักตัว, การออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ รวมทั้ง การพิจารณาตรวจ Echocardiography รวมถึงตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers) ในผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในอนาคต
แม้ในปัจจุบันจะมีความสนใจในการพัฒนาแนวทางการรักษาที่มุ่งเป้าต่อกลไกทาง Epigenetics และ Metabolic Memory แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนา ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ระยะแรก ยังคงเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อปกป้องหัวใจในระยะยาว เพราะในผู้ป่วยเบาหวาน ความผิดปกติของหัวใจอาจเริ่มเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะรับรู้ถึงอาการใด ๆ

📖 Reference:
1. Heidenreich PA, Bozkurt B, Aguilar D, Allen LA, Byun JJ, Colvin MM, et al. 2022 AHA/ACC/HFSA guideline for the management of heart failure: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Joint Committee on Clinical Practice Guidelines. Circulation. 2022;145(18). doi:10.1161/CIR.0000000000001063.
2. Russell-Hallinan A, Karuna N, Lezoualc'h F, Matullo G, Baker H, Bernard M, et al. Established and emerging roles of epigenetic regulation in diabetic cardiomyopathy. Diabetes Metab Res Rev. 2025;41(6):e70081. doi:10.1002/dmrr.70081.
3. Karuna N, Kerrigan L, Edgar K, Ledwidge M, McDonald K, Grieve DJ, et al. Sacubitril/Valsartan attenuates progression of diabetic cardiomyopathy through immunomodulation properties: an opportunity to prevent progressive disease. Cardiovasc Diabetol. 2025;24(1):206. doi:10.1186/s12933-025-02741-5.

27/05/2026

❓กรณีผป.มีประวัติแพ้ NSAIDs แบบ Pseudoallergy หรือแพ้ Aspirin การรักษา Acute stroke จะแนะนำแนวทางอย่างไรครับ [ตอบคำถามจากงานประชุม NEW TREND 2026]

📌SOCRATES Trial — Ticagrelor vs Aspirin ใน Acute Ischemic Stroke/TIA

👥 การศึกษา SOCRATES (Acute Stroke or Transient Ischaemic Attack Treated with Aspirin or Ticagrelor and Patient Outcomes) เป็น multicenter, randomized, double-blind, double-dummy trial ใน 674 ศูนย์ใน 33 ประเทศ (N=13,199 คน) ออกแบบมาเพื่อเปรียบเทียบ ticagrelor กับ aspirin แบบ superiority trial ในผู้ป่วย acute cerebral ischemia โดยคุณสมบัติผู้เข้าร่วม คือ acute ischemic stroke (NIHSS ≤ 5) หรือ high-risk TIA (ABCD2 ≥ 4) ที่เริ่มยาได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และไม่ได้รับ thrombolysis

💊 ขนาดยาที่ใช้ในการศึกษา
*️⃣Aspirin LD 300 mg → MD 100 mg OD
*️⃣Ticagrelor LD 180 mg → then MD 90 mg BID

📊 ผลลัพธ์หลัก (90 วัน)
Primary endpoint (stroke + MI + death): ticagrelor 6.7% vs aspirin 7.5% (HR 0.89, 95% CI 0.78–1.01, p = 0.07) — ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ischemic stroke พบ 5.8% vs 6.7% (HR 0.87, 95% CI 0.76–1.00, p = 0.046) ⚠️แต่นับเป็นเพียง exploratory testing เท่านั้น
ด้านความปลอดภัย major bleeding เกิดเท่ากัน (0.5% vs 0.6%), intracranial hemorrhage เกิดเท่ากัน (0.2% vs 0.3%) แต่ dyspnea พบมากกว่าในกลุ่ม ticagrelor อย่างชัดเจน (6.2% vs 1.4%) และอัตราหยุดยาสูงกว่า (17.5% vs 14.7%) ด้วย
🤔Subgroup analysis
ในการศึกษานี้มีผู้ป่วยชาวเอเชียประมาณ 30% (N=3,971 คน) พบว่า ticagrelor มีแนวโน้มดีกว่า: HR 0.82 (95% CI 0.67–0.99) ⚠️แต่นับเป็นเพียง exploratory testing เท่านั้นเช่นกัน

🎯 สรุป แม้ ticagrelor จะไม่ได้เหนือกว่า aspirin อย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อมูลจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า:
✅ ticagrelor ประสิทธิภาพเทียบเท่า aspirin ใน acute ischemic stroke/TIA
✅ ความปลอดภัยด้าน bleeding ไม่แตกต่าง จาก aspirin อย่างมีนัยสำคัญ
⚠️ Dyspnea เป็น side effect เฉพาะของ ticagrelor ที่ทำให้หยุดยาได้
⚠️ ราคาแพงกว่าและต้องกินวันละ 2 ครั้ง

💬 ในผู้ป่วย acute ischemic stroke ที่มีประวัติแพ้ aspirin ticagrelor (LD 180 mg → MD 90 mg BID × 90 วัน) เป็นทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจาก Cilostazol ที่ผศ.ภญ.จันทร์นภัสสร์ได้กล่าวไปในหนังสือ มิติใหม่การบริบาลทางเภสัชกรรม : การเชื่อมโยงหลักฐานเชิงประจักษ์สู่ผู้ป่วย 2569 ที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับไปก่อนหน้านี้

🔗 สนใจหนังสือ สั่งซื้อได้ที่ www.bookcaze.com/index.php?route=product/product&product_id=31485 (ขอเนียนขายหนังสือนิดนึง)

26/05/2026

เปิดแล้วจ้าาา...หลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้นการบริบาลทางเภสัชกรรม (เภสัชกรรมในผู้ป่วยเด็กและทารกแรกเกิด)...HOT สุด...เปิดปุ๊บ...เต็มปั๊บ...รุ่นที่ 1 เต็มแล้วจ้าาา
https://www.lifelong.cmu.ac.th/career-skills/detail/001106

📌 ภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมประชุมหารือแนวทางการจัดการเรียนการสอน สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้นการบริบาลทางเภสัชกรรม (เภสัชกรรมในผู้ป่วยเด็กและทารกแรกเกิด)

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
ภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการจัดการเรียนการสอน สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้นการบริบาลทางเภสัชกรรม (เภสัชกรรมในผู้ป่วยเด็กและทารกแรกเกิด)

โดยมีผู้เข้าร่วมหารือ ดังนี้
• ศาสตราจารย์ พญ.พิมพ์ลักษณ์ เจริญขวัญ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์
• ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.สาธิษฐ์ มะโนปัญญา อาจารย์ประจำสาขาวิชาทารกแรกเกิด ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
• ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์
• ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภญ.ภูขวัญ อรุณมานะกุล หัวหน้าภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม
• ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภญ.มันติวีร์ นิ่มวรพันธุ์ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมการบริบาลทางเภสัชกรรม (PCTC)
• อาจารย์ ภก.เกียรติเกรียงไกร โกยรัตโกศล ผู้รับผิดชอบหลักสูตรฯ
• ภญ.เยาวภา ชัยเจริญวรรณ หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
• ภญ.วิฬารัตน์ ไสยรัตน์ หัวหน้างานบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
• ภก.ศุภกิตติ์ บรรณจักร์ ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดูแลผู้ป่วยเด็กและทารกแรกเกิด ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเภสัชกรให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานด้านบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ

#เภสัชมช

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Faculty Of Pharmacy, Chiang Mai University
Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30