Microbiology Med CMU

Microbiology Med CMU

แชร์

ภาควิชาจุลชีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มห?

19/06/2026

TWiV Special: Ebolavirus and Andes virus with John Dye 〰️ Vincent travels to ASM Microbe in Washington DC to speak with John Dye of the United States Army Medical Research Institute of Infectious Diseases about the recent outbreaks of Bundibugyo ebolavirus in Africa and Andes virus on a cruise ship. 📺 bit.ly/4ejFuH7

19/06/2026

Now online! A CRISPR knockout mouse library for functional genomics in influenza research: A CRISPR-Cas9-generated gene-modified mouse library provides a platform for systematic in vivo screening of influenza host factors, identifying 17 genes, including Arhgef28 and Lasp1, whose ablation protects mice from influenza A virus infection.

http://dlvr.it/TT4vHq

19/06/2026

สรุปบทความหัวข้อ “การเพิ่มจำนวนและการดัดแปลงเซลล์ต้นกำเนิด granulocyte-monocyte progenitors ด้วย CAR เพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดระดับเซลล์”

แมคโครฟาจที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด เพราะแมคโครฟาจเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สามารถเข้าไปในก้อนมะเร็งและช่วยกำจัดเซลล์ผิดปกติได้ อย่างไรก็ตาม การนำแมคโครฟาจมาใช้รักษายังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น เพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนภายนอกร่างกายได้ยาก ดัดแปลงพันธุกรรมได้ไม่ง่าย และหลังให้กลับเข้าสู่ร่างกายแล้ว อาจกระจายตัวไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้ไม่ดีพอ

ในการศึกษานี้ นักวิจัยได้พัฒนาสภาวะการเพาะเลี้ยงที่ชัดเจน ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ต้นกำเนิดชนิด granulocyte-monocyte progenitors หรือ GMPs จากทั้งหนูและมนุษย์ได้เป็นเวลานาน โดยเซลล์เหล่านี้ยังคงคุณสมบัติความเป็นเซลล์ต้นกำเนิด และยังสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ในกลุ่ม myeloid เช่น แมคโครฟาจและแกรนูโลไซต์ได้ตามเดิม ผลลัพธ์นี้ทำให้ GMPs กลายเป็นแหล่งเซลล์ที่สามารถเพิ่มจำนวนและนำไปดัดแปลงเพื่อการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

นักวิจัยยังพบว่าเอนไซม์ myeloperoxidase มีบทบาทในการควบคุมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ GMPs นอกจากนี้ GMPs ที่ถูกเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนยังสามารถถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมได้ง่าย เมื่อนำกลับเข้าสู่ร่างกาย เซลล์เหล่านี้สามารถเข้าไปตั้งหลักในบริเวณที่สร้างเซลล์เม็ดเลือด และสร้างเซลล์ myeloid รุ่นใหม่จากผู้บริจาคได้ ในหนูที่เป็นโรค chronic granulomatous disease เซลล์เหล่านี้ช่วยฟื้นฟูการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียได้

ที่สำคัญ เมื่อ GMPs ถูกดัดแปลงให้มีตัวรับแบบ CAR หรือ chimeric antigen receptor เซลล์เหล่านี้สามารถช่วยยับยั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีเป้าหมาย CD19 และก้อนมะเร็งชนิด solid tumor ที่มีเป้าหมาย HER2 ได้ โดย GMPs เหล่านี้สามารถสร้างแมคโครฟาจจำนวนมากที่เข้าไปแทรกอยู่ภายในก้อนมะเร็ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการโจมตีมะเร็ง

นอกจากนี้ นักวิจัยยังออกแบบ CAR รูปแบบใหม่ที่มีส่วนของ IgG Fc domain ซึ่งสามารถดึงดูดเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มี Fc receptor ให้เข้ามาช่วยกินและทำลายเซลล์มะเร็งได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้น T cells แม้ในกรณีที่ระบบ MHC ระหว่างผู้ให้และผู้รับไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการรักษาด้วยเซลล์จากแหล่งอื่น การออกแบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาในแบบจำลองมะเร็งที่มีระบบภูมิคุ้มกันสมบูรณ์

โดยสรุป งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า GMPs ที่สามารถเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนได้ อาจเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบดัดแปลงทางพันธุกรรม โดยเฉพาะการรักษามะเร็งที่ต้องการเซลล์ภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถเข้าไปทำงานภายในก้อนมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Now online! Expansion and CAR engineering of granulocyte-monocyte progenitors for cellular immunotherapy: This study establishes granulocyte-monocyte progenitors as a renewable upstream platform for engineered myeloid cell therapy and introduces a CAR-Fc strategy that couples direct tumor targeting to host antigen-presenting cell activation.

http://dlvr.it/TT74gP

16/06/2026

สรุปบทความหัวข้อ “Y chromosome loss plays complex role in cancers” โดย Vicki Contie

โครโมโซม Y เป็นที่รู้จักกันดีในบทบาทเกี่ยวกับการกำหนดเพศชายทางชีววิทยา โดยทั่วไปเพศชายจะเกิดมาพร้อมโครโมโซม X หนึ่งแท่งและโครโมโซม Y หนึ่งแท่งในเซลล์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ชายอายุมากขึ้น เซลล์บางส่วน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือด อาจสูญเสียโครโมโซม Y ไป นักวิทยาศาสตร์เคยพบมาก่อนว่า การสูญเสียโครโมโซม Y มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดจึงนำไปสู่ความเสี่ยงเหล่านี้

ในบทความนี้ Vicki Contie อธิบายถึงงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIH ซึ่งศึกษาว่าการสูญเสียโครโมโซม Y อาจส่งผลต่อโรคมะเร็งอย่างไร นักวิจัยได้วิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของเนื้องอกในมนุษย์และหนูทดลอง และพบว่า ผู้ชายที่เซลล์มะเร็งมีสัญญาณของการสูญเสียโครโมโซม Y มักมีผลลัพธ์ของโรคที่แย่กว่า รวมถึงมีอัตราการรอดชีวิตต่ำกว่า

การศึกษานี้ยังพบว่า การสูญเสียโครโมโซม Y ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังพบในเซลล์ภูมิคุ้มกันภายในก้อนมะเร็งด้วย โดยเฉพาะ T cells ซึ่งโดยปกติทำหน้าที่ช่วยร่างกายโจมตีเซลล์มะเร็ง เมื่อทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ภูมิคุ้มกันสูญเสียโครโมโซม Y พร้อมกัน ก้อนมะเร็งดูเหมือนจะมีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันก็ทำงานได้แย่ลงในการต่อสู้กับมะเร็ง

ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ว่า การสูญเสียโครโมโซม Y อาจทำให้มะเร็งอันตรายมากขึ้นได้สองทาง คือ ช่วยให้เซลล์มะเร็งมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น และทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ควรควบคุมหรือทำลายก้อนมะเร็งอ่อนแอลง การศึกษานี้ยังก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า การรักษามะเร็งบางชนิดที่อาศัย T cells อาจได้ผลน้อยลงในผู้ป่วยที่เซลล์สูญเสียโครโมโซม Y

โดยรวมแล้ว บทความนี้แสดงให้เห็นว่า การสูญเสียโครโมโซม Y ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามวัยตามปกติเท่านั้น แต่อาจมีบทบาทสำคัญและซับซ้อนต่อการดำเนินโรคของมะเร็ง โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างก้อนมะเร็งกับระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดโครโมโซมนี้จึงสูญหายไป และการสูญเสียนี้มีส่วนทำให้มะเร็งรุนแรงขึ้นได้อย่างไร

Recent National Institutes of Health (NIH)-supported research provides insight into how loss of the Y chromosome may affect cancer outcomes.

Researchers found that when tumor cells and immune cells lose the Y chromosome, the immune system may become less effective at fighting cancer. Across multiple cancer types, this loss was associated with poorer outcomes and reduced immune function.

The findings advance our understanding of cancer biology and may help researchers develop improved treatment strategies in the future.

Learn more: https://go.nih.gov/tBH1hpo

15/06/2026

Now online! Gregory J. Hannon (1964–2026): Gregory J. Hannon passed away in April 2026 at the age of 61. A towering figure in modern molecular biology, Greg influenced remarkably diverse areas of science. His work reshaped our understanding of gene regulation, advanced the discovery of tumor suppressors that regulate the cell-cycle machinery, and uncovered fundamental mechanisms of RNA interference. By establishing core principles of small RNA biology, he not only transformed our mechanistic view of RNA-silencing pathways but also pioneered functional genomics approaches that revolutionized basic and biomedical research in mammalian systems.

http://dlvr.it/TT30xq

15/06/2026

บทบาทสำคัญของภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายหลังการรักษาด้วย CAR T cell ในผู้ป่วยมะเร็งสมอง GBM ที่กลับมาเป็นซ้ำ

Glioblastoma หรือ GBM เป็นมะเร็งสมองชนิดร้ายแรงปฐมภูมิที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ ผู้ป่วยโดยทั่วไปมีค่ามัธยฐานการรอดชีวิตน้อยกว่า 15 เดือน และเมื่อโรคกลับมาเป็นซ้ำแล้ว ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลดีอย่างชัดเจน

การทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 ล่าสุดได้ศึกษาการให้เซลล์ภูมิคุ้มกันดัดแปลงชนิด CAR T cells แบบ bivalent ผ่านโพรงสมองในผู้ป่วย GBM ที่กลับมาเป็นซ้ำ การศึกษานี้ลงทะเบียนไว้ที่ ClinicalTrials.gov หมายเลข NCT05168423 และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เช่น ก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และผู้ป่วยบางรายมีชีวิตยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตาม การกลับมาเป็นซ้ำของโรคยังคงพบได้บ่อย

ในการศึกษานี้ นักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำไขสันหลังและตัวอย่างเนื้องอกที่เก็บติดตามในช่วงเวลาต่าง ๆ จากทั้งผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาและผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนอง เพื่อศึกษาว่าระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังได้รับ CAR T cells

ผลการศึกษาพบว่า แม้ CAR T cells จะถูกกระตุ้นหลังการให้รักษาในผู้ป่วยทุกราย แต่ผลลัพธ์ของผู้ป่วยกลับขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันเดิมของร่างกาย หรือ endogenous immune compartment ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา พบการเพิ่มขึ้นของ natural killer cells หรือ NK cells ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีความสามารถในการฆ่าเซลล์ผิดปกติหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามักมีการเพิ่มขึ้นของ regulatory T cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่กดการทำงานของภูมิคุ้มกัน รวมทั้งมีเซลล์ไมอีลอยด์ชนิด scavenger ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันอยู่มากตั้งแต่ก่อนเริ่มการรักษา

ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษา GBM ด้วย CAR T cells ไม่ใช่เพียงแค่ตัว CAR T cells เท่านั้น ดังนั้น การรักษาในอนาคตอาจต้องใช้แนวทางผสมผสาน เช่น การปรับสภาพแวดล้อมของภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยให้เอื้อต่อการทำงานของ CAR T cells เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งสมองชนิดนี้ให้ดียิ่งขึ้น

Now online! The critical role of the endogenous immune compartment after CAR T cell therapy in recurrent GBM: Single intracerebroventricular CAR T cell dose in patients with recurrent glioblastoma induces dose-dependent endogenous immune remodeling. Cytotoxic NK cell expansion is associated with prolonged survival, whereas Treg expansion and baseline scavenger myeloid cells are associated with poor outcomes.

http://dlvr.it/TT3LwZ

15/06/2026

แบคเทอริโอเฟจในการรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังและโรคผิวหนัง: ความก้าวหน้าทางการรักษาและทิศทางในอนาคต

การติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนเป็นปัญหาทางการแพทย์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เชื้อแบคทีเรียดื้อยามีจำนวนเพิ่มขึ้น แผลเรื้อรังพบได้บ่อยขึ้น และมีผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมากขึ้น การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแบบเดิมมักได้ผลลดลง เนื่องจากเชื้อบางชนิดดื้อยาหลายขนาน สามารถสร้างไบโอฟิล์ม หรือชั้นป้องกันตัวเองบนแผล และยาปฏิชีวนะอาจรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ปกติบนผิวหนังได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีรักษาทางเลือก หรือวิธีที่ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แบคเทอริโอเฟจ หรือ “ฟาจ” คือไวรัสที่ติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะ และสามารถทำลายแบคทีเรียเป้าหมายได้ ปัจจุบันฟาจได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะเครื่องมือรักษาการติดเชื้อ เนื่องจากมีความจำเพาะสูง สามารถออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะบางชนิด และมีศักยภาพในการจัดการกับการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับไบโอฟิล์ม ซึ่งมักรักษาได้ยากด้วยวิธีทั่วไป

บทความทบทวนนี้สรุปความก้าวหน้าล่าสุดของการใช้ฟาจในการรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังและโรคผิวหนังต่าง ๆ โดยอธิบายหลักการพื้นฐานของการบำบัดด้วยฟาจ ข้อดี ข้อจำกัด รวมถึงความท้าทายด้านกฎระเบียบ การผลิต และการนำไปใช้จริงในคลินิก บทความให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับวิธีนำส่งฟาจเฉพาะที่บริเวณผิวหนังหรือแผล เช่น ไฮโดรเจล อนุภาคนาโน และแผ่นปิดแผลชนิดพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ฟาจคงตัวได้นานขึ้น อยู่บริเวณแผลได้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

นอกจากนี้ บทความยังรวบรวมหลักฐานจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ การศึกษาในสัตว์ทดลอง การทดลองทางคลินิก และกรณีการใช้รักษาผู้ป่วยเฉพาะรายในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อประเมินศักยภาพของฟาจต่อเชื้อแบคทีเรียสำคัญที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังและแผลติดเชื้อ หลักฐานโดยรวมชี้ให้เห็นว่า ฟาจมีศักยภาพในการเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังในอนาคต โดยเฉพาะในแนวทางการรักษาแบบแม่นยำที่เลือกใช้ฟาจให้เหมาะกับเชื้อก่อโรคของผู้ป่วยแต่ละราย

อย่างไรก็ตาม การใช้ฟาจยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ความจำเป็นในการคัดเลือกฟาจให้ตรงกับเชื้อเป้าหมาย ความเสถียรของฟาจในผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัย มาตรฐานการผลิต และข้อมูลประสิทธิภาพจากการทดลองทางคลินิกที่ยังต้องเพิ่มเติม ดังนั้น แม้ฟาจจะเป็นแนวทางที่มีความหวังสูง แต่การนำไปใช้ในวงกว้างจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาทางคลินิกที่ออกแบบอย่างดี กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และระบบนำส่งฟาจที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ฟาจเป็นทางเลือกหรือส่วนเสริมของการรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในอนาคต

Microbiology Monday: Phages are (re)emerging as powerful therapeutic agents, with applications everywhere from the gut to the skin. For example, researchers are finding that phages help promote wound healing. The bacteria-targeting viruses reduce concentrations of pathogenic bacteria and disrupt biofilms in wounds, which helps reduce inflammation, as well as downregulate the production of inflammatory immune molecules. The more clinical evidence scientists gather, the greater the potential for leveraging phages to support wound management. Get the full story in : https://asm.social/2Yq

This figure shows the multifactorial roles of natural and engineered phages in wound healing.

15/06/2026

Prime editing ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ห้องปฏิบัติการของ David Liu นำเสนอเทคโนโลยีนี้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2019 ในงานศึกษาใหม่ 3 เรื่อง ห้องปฏิบัติการของ Liu ได้พัฒนาองค์ประกอบสำคัญของระบบ prime editing ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยมุ่งแก้ไขข้อจำกัดหลักที่เคยขัดขวางการใช้ prime editing ในสัตว์ทดลองและในผู้ป่วยมนุษย์

การศึกษาหนึ่ง ซึ่งนำโดย Holt Sakai, Sarah Pierce และ David ได้พัฒนาโครงสร้าง RNA ขนาดเล็กที่ช่วยเพิ่มความเสถียรของ prime editing guide RNAs และทำให้ prime editing มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การศึกษาที่สอง ซึ่งนำโดย Allen Tao, Holt, Allen Jiang, Nicholas Krasnow และ David ใช้การออกแบบโปรตีนใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโดเมน reverse transcriptase ใน prime editors

ในการศึกษาที่สาม Ana Cristian, Allen Jiang และ David ได้ปรับปรุงวิธีการบรรจุและนำส่งองค์ประกอบของ prime editing ภายใน lipid nanoparticles ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมทางคลินิก และนำไปใช้รักษาโรค phenylketonuria ในแบบจำลองหนูทดลอง ขั้นตอนการทำงานของพวกเขาสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับผู้อื่นที่ออกแบบระบบลักษณะนี้ได้

โดยรวมแล้ว ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแรงของ prime editing อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพเมื่อถูกนำส่งเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญสำหรับการรักษาด้วย prime editing แบบ in vivo ในอนาคต

Prime editing has undergone continuous improvement since David Liu's lab first introduced it in 2019. In three new studies, the Liu lab advanced key components of prime editing systems even further, addressing key bottlenecks that previously impeded the use of prime editing in animals and in human patients.

One study, led by Holt Sakai, Sarah Pierce, and David, evolved small structured RNA motifs that stabilize prime editing guide RNAs and make prime editing more efficient.

The second study, led by Allen Tao, Holt, Allen Jiang, Nicholas Krasnow, and David, used AI-driven protein redesign to improve the performance of reverse transcriptase domains in prime editors.

In the third study, Ana Cristian, Allen Jiang, and David improved how prime editing components are packaged and delivered within lipid nanoparticles, the clinically preferred method, and used it to treat phenylketonuria in a mouse model. Their workflow can serve as a model for others designing these systems.

Together, these advances increase the efficiency and potency of prime editing, and improve its potency when delivered into the body, a key requirement for in vivo prime editing therapeutics.

broad.io/PrimeEditing3

15/06/2026

What's new in the microbial sciences? We've got you covered with this week's ASM Journal Highlights! 😄

🦠Some methanotrophs synthesize S-layers that overlay their outer membrane. In , researchers show that the biogenesis and secretion of Methylomicrobium album BG8 S-layer is mediated by its associated T1SS. https://asm.social/2Yg

🥼In : a case of invasive infection caused by USA300 OS-MRSA. Repeated phenotypic testing revealed oxacillin susceptibility; molecular assays detected the mecA gene. The results highlight limitations of phenotypic susceptibility testing alone. https://asm.social/2Yi

🔬Outer membrane vesicles (OMVs) secreted by Bacteroides can be an important mechanism of host-pathogen interactions in the colon by reducing CFTR Cl⁻ secretion; the effects on CFTR Cl⁻ secretion depend on the strain of Bacteroides fragilis. : https://asm.social/2Yd

🧬Mycobacteria lack the canonical spatial regulators found in many bacteria. This study identifies lineage-specific N-terminal extension of the DNA translocase FtsK that contributes to spatial control during mycobacterial division. https://asm.social/2Yf

🖥️The mono-ADP ribosyl transferase family of toxins encoded by pathogens of global importance, including Salmonella spp., Neisseria spp. and C. difficile induces actin depolymerization leading to MAP4K activation and JNK-dependent cell death. : https://asm.social/2Ye

For more new research published in , visit: https://asm.social/2Yh

And stay tuned for another !

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chiang Mai
50200