14/05/2023
📘บทความที่ 69
#รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โรงเรียนบ้านป่าแหย่ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
A MANAGEMENT MODEL IN ENHANCE TEACHER DEVELOPMENT IN PROJECT-BASED LEARNING MANAGEMENT FOR BANPAYAENG SCHOOL UNDER THE CHIANG RAI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
โดย ปวีณ์รัตน์ อนุภาพ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1, เชียงราย
By Paweerat Anuphap
The Chiang Rai Primary Educational Service Area Office 1, Chiang Rai, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โรงเรียนบ้านป่าแหย่ง โดยวิธีวิจัยและพัฒนา ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารที่เกี่ยวข้อง สนทนากลุ่มกับครู และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 2) พัฒนาและตรวจสอบโดยประชุมสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครู จำนวน 42 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจากครูอาสาสมัครจาก 9 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเด็นสนทนากลุ่ม แบบตรวจสอบ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหา สรุปข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการพัฒนาครู คือ สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานของครู ร่วมดำเนินการพัฒนาครู สะท้อนผลร่วมกัน และติดตามอย่างต่อเนื่อง 2) รูปแบบมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการ การวัดและประเมินผล และปัจจัยความสำเร็จ โดยกระบวนการมี 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ 2) ขั้นวิเคราะห์และกำหนดข้อตกลงร่วมกัน 3) ขั้นออกแบบและวางแผนการพัฒนาครู 4) ขั้นดำเนินการพัฒนาครู 5) ขั้นติดตามและสะท้อนผลร่วมกัน 6) ขั้นประเมินผลการพัฒนาครู 3) ผลการใช้รูปแบบ พบว่า ครูสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพในระดับมาก ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้ในระดับดีมาก และมีเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานโดยรวมในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง และ 4) ผลการประเมินรูปแบบด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเหมาะสม โดยรวมในระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.65, S.D. 0.20)
คำสำคัญ: #รูปแบบการบริหาร #การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน #การพัฒนาครู
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263091
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
14/05/2023
📘บทความที่ 70
#ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรทางธุรกิจ กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเชียงราย
THE RELATIONSHIP BETWEEN BUSINESS RESOURCES, COMPETITIVE ADVANTAGE STRATEGIES AND IMPLEMENTATION OF THE BCG ECONOMIC MODEL OF COMMUNITY ENTERPRISES
IN CHIANG RAI PROVINCE
โดย กษิดิศ ใจผาวัง
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เชียงราย
By Kasidit Chaiphawang
Faculty of Management Science, Chiang Rai Rajabhat University, Chiang Rai, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและความสัมพันธ์ของทรัพยากรทางธุรกิจตามแนวคิดทฤษฎีมุมมองฐานทรัพยากร กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และการดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี หรือ BCG Economy Model เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการและสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเชียงราย จำนวน 2,472 กลุ่ม โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีผู้ตอบกลับมาทั้งสิ้น 418 คน ผลการศึกษาพบว่า บริบทของทรัพยากรทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนตามทฤษฎีมุมมองฐานทรัพยากร (RBV) พบว่า บริบทด้านความมีคุณค่า ด้านความหายาก ด้านความยากในการลอกเลียนแบบ และด้านความสามารถในการจัดการทรัพยากรทั้งหมดอยู่ระดับมาก วิสาหกิจชุมชนมีการใช้กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุนและกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนกลยุทธ์มุ่งตลาดเฉพาะอยู่ในระดับมาก วิสาหกิจชุมชนมีการดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ในภาพรวมและรายด้านซึ่งประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและด้านเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งหมดอยู่ในระดับมาก บริบทของทรัพยากรทางธุรกิจทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์กับกลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้ง 3 ประเภท ทั้งกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุน การสร้างความแตกต่าง และการมุ่งตลาดเฉพาะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 การเลือกใช้กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทุกกลยุทธ์มีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และบริบทของทรัพยากรทางธุรกิจทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีของวิสาหกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ 0.01 เช่นเดียวกัน
คำสำคัญ: #ทรัพยากรทางธุรกิจ #กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน #โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263094
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
14/05/2023
📘บทความที่ 71
#รูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ
THE ADMINISTRATIVE MODEL OF EDUCATIONAL SUFFICIENCY ECONOMY PHILOSOPHY LEARNING CENTER IN SECONDARY SCHOOL IN NORTHERN THAILAND
โดย วรวัติ กิติวงค์, วิทยา จันทร์ศิลา และสถิรพร เชาวน์ชัย
ภาควิชาบริหารและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก
By Worrawat Kitiwong, Vithaya Jansila and Sathiraporn Chaowachai
Epartment of Administration and Development, Faculty of Education, Naresuan University,
Phitsanulok, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ 2) สร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ และ 3) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ เป็นการวิจัยและพัฒนา ได้ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอนได้แก่ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา จำนวน 45 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบและแนวทางการสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 2 หลักการของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 3 ปัจจัยนำเข้า องค์ประกอบที่ 4 กระบวนการบริหาร องค์ประกอบที่ 5 ผลลัพธ์ องค์ประกอบที่ 6 แนวทางการประเมินและเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก
คำสำคัญ: #รูปแบบการบริหาร #เศรษฐกิจพอเพียง #ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263095
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
13/05/2023
📘บทความที่ 67
#การพัฒนากรอบสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
DEVELOPMENT OF CLASSROOM ASSESSMENT COMPETENCY FRAMEWORK OF TEACHERS IN BASIC EDUCATION LEVEL
โดย ถิรายุ อินทร์แปลง, กมลวรรณ ตังธนกานนท์ และศิริชัย กาญจนวาสี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
By Thirayu Inplaeng, Kamonwan Tangdhanakanond and Sirichai Kanjanawasee
Chulalongkorn University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนากรอบสมรรถนะการประเมินผล การเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและ 2) เพื่อพัฒนาคำบรรยายสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการวัดและประเมินผลการศึกษาจำนวน 7 คนเป็นคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมินคุณภาพกรอบและคำบรรยายสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ การวิจัยนี้ทำการพัฒนากรอบและคำบรรยายสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนโดยการสังเคราะห์ตำรา เอกสารและงานวิจัยจำนวน 34 รายการแล้วสร้างเป็นกรอบและคำบรรยายสมรรถนะ หลังจากนั้นนำเสนอต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาประเมินคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยมีเกณฑ์การตัดสินคุณภาพพิจารณาจากค่ามัธยฐานมากกว่าหรือเท่ากับ 3.50 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.50 ถือว่ามีความถูกต้องเหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีผลการประเมินคิดเป็นค่ามัธยฐานระหว่าง 3.00-4.00 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ระหว่าง .50-1.00 ถือว่ากรอบสมรรถนะที่มีคุณภาพถูกต้องเหมาะสมประกอบไปด้วยสมรรถนะหลักจำนวน 5 สมรรถนะ สมรรถนะย่อยจำนวน 11 สมรรถนะและ 2) คำบรรยายสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีผลการประเมินคิดเป็นค่ามัธยฐานระหว่าง 4.00-5.00 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 1.00 ถือว่าคำบรรยายมีความถูกต้องเหมาะสมในการใช้บรรยายสมรรถนะ
คำสำคัญ: #สมรรถนะของครู #การประเมินผลการเรียนรู้ #ครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263088
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
13/05/2023
📘บทความที่ 68
#การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านบริหารจัดการผลิตและการจัดทำบัญชีของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี
THE USE OF INFORMATION TECHNOLOGY IN PRODUCTION MANAGEMENT AND ACCOUNTING OF COMMUNITY ENTERPRISES IN PHETCHABURI PROVINCE
โดย ชาญชัย อรรคผาติ
มหาวิทยาลัยศิลปากร
By Chanchai Arkaphati
Silpakorn University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการผลิตและจัดทำบัญชีของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดเพชรบุรีในการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านบริหารจัดการผลิตและการทำบัญชี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน และประธานวิสาหกิจชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 32 คน ใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงในวิสาหกิจชุมชนด้านการผลิตเท่านั้น ได้แก่ กลุ่มผลิตแปรรูปสินค้าเกษตร/แปรรูปอาหาร และกลุ่มผลิต/แปรรูปสินค้าเครื่องอุปโภค ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการเก็บข้อมูลโดยการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยเครื่องมือแนวคำถามสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีสังเคราะห์เนื้อหาโดยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่าปัญหาและอุปสรรคเพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านบริหารจัดการผลิตและการทำบัญชี มีประเด็นในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านทักษะและความรู้ของบุคลากร ซึ่งพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และจบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพื้นเพอาชีพเป็นเกษตรกร ขาดความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ขาดความรู้เพื่อควบคุมการจัดการผลิต ปัญหาและอุปสรรคในด้านการบริหารจัดการภายในกลุ่ม ปัญหาด้านเงินทุนเพื่อดำเนินงาน ปัญหาด้านเครื่องมือที่ใช้เพื่อปฏิบัติงานสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการเก็บข้อมูล และการจัดทำบัญชี ปัญหาด้านการประสานงานจากหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ยังพบปัญหาและอุปสรรคอื่น ๆ เช่น ปัญหาด้านการสื่อสารในองค์กรและหน่วยงานภายนอก ปัญหาความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อช่วยดูแลและผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
คำสำคัญ: #วิสาหกิจชุมชน #เทคโนโลยีสารสนเทศ #การผลิต #ทำบัญชี
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263090
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
12/05/2023
📘บทความที่ 65
#การถอดบทเรียนโครงการรณรงค์เพื่อป้องกัน Gen Z สู่นักสูบหน้าใหม่
DISCUSSING THE CAMPAIGN TO PREVENT GEN Z FORM TO SMOKERS
โดย นภดล พิมสาร และพนิดา จงสุขสมสกุล
มหาวิทยาลัยนเรศวร
เกรียงไกร สัจจะหฤทัย
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
By Nopphadol Pimsarn and Panida Jongsuksomsakul
Naresuan University, Thailand
Kriangkrai Satjaharuthai
Sripatum University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนโครงการรณรงค์เพื่อป้องกัน Gen Z สู่นักสูบหน้าใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และเลือกโครงการแบบเฉพาะเจาะจง คือ โครงการปกป้อง Gen Z จากการสูบบุหรี่ ซึ่งดำเนินโครงการโดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ต่อการเริ่มสูบบุหรี่ของนักสูบหน้าใหม่ คือ ครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดสูบบุหรี่ เพื่อน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัทบุหรี่ การเข้าถึงและการหาซื้อบุหรี่ได้ผ่านระบบออนไลน์ โดยหลักการรณรงค์ของโครงการปกป้อง Gen Z จากการสูบบุหรี่ ประกอบไปด้วย 5 หลักการ คือ 1) เข้าใจปัญหา วางแผนการรณรงค์ 2) วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 3) ทุนสนับสนุนในการรณรงค์ 4) กิจกรรมการรณรงค์ และ 5) การติดตามและประเมินผล มีกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 7 - 20 ปี ซึ่งอ้างอิงตามกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ ประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้การรณรงค์ประสบความสำเร็จ คือ การวางแผนการรณรงค์ที่ละเอียด รอบด้าน สอดคล้องกับองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ต่อการเริ่มสูบบุหรี่ของนักสูบหน้าใหม่ ประกอบกับการผสมผสานเครื่องมือสื่อสารที่หลากหลาย และเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้ามามีส่วนร่วมในหลายขั้นตอน ซึ่งกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายมีพลังในการขับเคลื่อนโครงการอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิด “นวัตกรรมทางสังคม” ในการขับเคลื่อนโครงการรณรงค์เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การวางแผนรณรงค์ในอนาคตควรพิจารณาขยายอายุกลุ่มเป้าหมาย หรือปรับกลยุทธ์ของโครงการอื่นที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ให้ครอบคลุมกลุ่มนักสูบหน้าใหม่ที่มีอายุระหว่าง 19 - 24 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ของประเทศ
คำสำคัญ: #การถอดบทเรียน #การรณรงค์ #นักสูบหน้าใหม่ Z Gen Strong
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263086
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
12/05/2023
📘บทความที่ 66
#กลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ จังหวัดตาก
A DEVELOPMENT STRATEGY OF DISTRICT HEARTH SYSTEM, TAK PROVINCE
โดย ปราโมชย์ เลิศขามป้อม
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
By Pramot Lertkhampom
Rambhai Barni Rajabhat University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ จังหวัดตาก และ 2) กำหนดและประเมินกลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ จังหวัดตาก ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และปัจจัยดำเนินงาน ใช้แบบสอบถาม สนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือ 1) ระดับอำเภอ ได้แก่ ผอ.รพ., สธ., ผู้รับผิดชอบ และ 2) ระดับตำบล ได้แก่ ผอ.รพ.สต., กรรมการ, ผู้ปฏิบัติงาน, อบต. รวมทั้งสิ้น 370 คน 2) ศึกษากลยุทธ์ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ เครือข่ายอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ 1) ผอ.รพ. 2) สธ.อ. 3) รพ. 4) สสอ. 5) อบต. และ 6) กรรมการ จำนวน 12 คน 3) กำหนดกลยุทธ์ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยผู้เชี่ยวชาญสุขภาพ จำนวน 10 คน และ 4) ประเมินกลยุทธ์ ใช้แบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างคือ ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จำนวน 75 คน โดยเลือกสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพดำเนินงานคือ 1.1) ทำงานร่วม 1.2) ภาวะผู้นำ 1.3) ส่วนร่วมสมาชิก 1.4) ทำงานเกิดคุณค่า 1.5) บริหารทรัพยากร 1.6) บริการสุขภาพ และ1.7) ส่วนร่วมชุมชน ปัญหาโดยรวมอยู่ระดับปานกลาง (x ̅ = 2.86) ค่าเฉลี่ยมากคือ โครงสร้าง/บริหาร (x ̅ = 3.55) รองลงมาคือ แบ่งปัน/พัฒนาบุคลากร (x ̅ = 2.73) และปัจจัยภายในคือ นโยบาย (x ̅ = 3.32) ภายนอกคือ เทคโนโลยี (x ̅ = 3.23) และ 2) กำหนดกลยุทธ์ ได้แก่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย กลยุทธ์คือ 2.1) พัฒนากลไกจัดการสุขภาพองค์รวม 2.2) ส่งเสริมนวัตกรรมดูแลสุขภาพโมเดล และ 2.3) พัฒนาศักยภาพเครือข่าย ผลประเมินเหมาะสม เป็นไปได้ค่า x ̅ = 4.53 ซึ่ง x ̅>3.51 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์
คำสำคัญ: #กลยุทธ์ #การพัฒนา #เครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263087
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
11/05/2023
📘บทความที่ 64
#ปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก
ของบริษัท วิวเทค เอเซีย จำกัด
SERVICE QUALITY FACTORS AFFECTING CUSTOMER SATISFACTION OF TRUCKING SERVICES OF VUTEQ ASIA CO., LTD
โดย ทวน สังข์ทอง และชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
By Tuan Sungthong and Chinnaso Visitnitikija
Kasem Bundit University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก 3) เปรียบเทียบความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก จำแนกตามข้อมูลผู้ประกอบการ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก 5) ศึกษาคุณภาพการให้บริการที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกของบริษัท วิวเทค เอเซีย จำกัด โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่ใช้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกของบริษัท วิวเทค เอเซีย จำกัด จำนวน 120 ราย ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.912 เป็นเครื่องมือในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าสถิติ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย การทดสอบโดย t–test, F-test(One-way ANOVA) Pearson Product Moment Correlation และ Multiple Regression Analysis ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกอยู่ในระดับมาก ระดับความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกอยู่ในระดับมาก ข้อมูลผู้ประกอบการด้านรูปแบบของกิจการ ที่แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกของบริษัท วิวเทค เอเซีย จำกัด ที่แตกต่างกัน ส่วน ด้านระยะเวลาดำเนินกิจการ ด้านระยะเวลาในการใช้บริการกับบริษัท และด้านผู้มีหน้าที่ใช้บริการการรับ-ส่ง สินค้า ไม่แตกต่างกัน คุณภาพการให้บริการมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการให้บริการอยู่ในระดับความสัมพันธ์สูงทิศทางเดียวกัน คุณภาพการให้บริการ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ และด้านการตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
คำสำคัญ: #คุณภาพการให้บริการ #การขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก #ความพึงพอใจ
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263085
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
11/05/2023
📘บทความที่ 63
#การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะการสร้างการรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดียของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อมในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
THE DEVELOPMENT OF A COMPETENCY BASED TO CREATE BRAND AWARENESS ON CONSUMER THROUGH SOCIAL MEDIA FOR SMALL BUSINESS ENTREPRENEURS IN HUA-HIN DISTRICT PRACHUAP KHIRIKHAN PROVINCE
โดย ภาสกร ศรีสุวรรณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
By Passagon Srisuwan
Rajamangala University of Technology Rattanakosin, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะการสร้างการรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดียของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อมในอำเภอ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) จัดฝึกอบรมหลักสูตรฐานสมรรถนะการสร้างการรับรู้ ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดียของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อม 3) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะการสร้างการรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดียของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อมในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 60 ราย ซึ่งได้กลุ่มเป้าหมายมาโดยสมัครใจ เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัยคือหลักสูตรฐานสมรรถนะ การสร้างการรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดีย และแบบประเมินผลการฝึกอบรม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยชุดฝึกอบรมในหลักสูตรฐานสมรรถนะตามมอดูลการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย แบบสอบถามความคิดเห็นก่อนการจัดฝึกอบรม ใบงาน สำหรับ “ผู้รับการฝึกอบรม” รายการคำถาม รายการคำสั่งปฏิบัติ แบบประเมิน สำหรับ “ผู้ประเมิน” การสอบถามปากเปล่า การสังเกตวิธีและทักษะการปฏิบัติ และผลงานของผู้อบรม ผลการวิจัยในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะการสร้างการรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดียพบว่า รูปแบบที่ควรให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อมได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมรรถนะการสร้าง การรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภคด้วยสื่อโซเชียลมีเดียที่สำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ 2) การพัฒนากลยุทธ์เพิ่มยอดขาย 3) การสร้างสื่อ 4) การสร้างเนื้อหา และ 5) การเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย หน่วยสมรรถนะที่ผู้รับการฝึกอบรมให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ได้แก่ การพัฒนากลยุทธ์การเพิ่มยอดขาย เพิ่มยอดงานบริการ โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นฐาน
คำสำคัญ: #การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ #การสร้างการรับรู้ตราสินค้าต่อผู้บริโภค #สื่อโซเชียลมีเดียของผู้ประกอบการ #วิสาหกิจขนาดย่อม
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263084
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
10/05/2023
📘บทความที่ 62
#อนุภาคเหนือธรรมชาติในรายการช่องส่องผีที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ยูทูบพ.ศ. 2562-2563
SUPERNATURAL MOTIFS IN THE REAL GHOSTS; A SHOW AIRED ON YOUTUBE DURING 2019-2020
โดย โยธิน ช่างฉลาด และอุมารินทร์ ตุลารักษ์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
By Yothin Changchalaht and Umarin Tularak
Khon Kaen University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอนุภาคเหนือธรรมชาติในรายการช่องส่องผีที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ยูทูบ พ.ศ. 2562-2563 และ 2) ศึกษาความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติในรายการช่องส่องผีที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ยูทูบ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์บทสนทนาในรายการช่องส่องผีที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ยูทูบในระยะเวลา 1 ปี ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 รวมจำนวนทั้งสิ้น 46 เรื่อง ใช้แนวคิดอนุภาคของ Stith Thompson ในการศึกษาอนุภาคเหนือธรรมชาติจากบทสนทนาในรายการช่องส่องผี โดยแบ่งอนุภาคเหนือธรรมชาติออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกได้แก่ตัวละคร เช่น ผี เทวดา สัตว์ หรือมนุษย์ที่แปลกพิสดาร กลุ่มที่สองได้แก่วัตถุสิ่งของ เช่น ของวิเศษ สิ่งของ ต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติไม่ธรรมดา และกลุ่มที่สามได้แก่เหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และนำเสนอผลที่ได้จากการวิจัยโดยใช้วิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) อนุภาคเหนือธรรมชาติแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ อนุภาคตัวละคร จำนวน 32 อนุภาค อนุภาควัตถุสิ่งของ จำนวน 10 อนุภาค และอนุภาคเหตุการณ์หรือพฤติกรรม จำนวน 19 อนุภาค 2) ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ ได้แก่ การอุทิศส่วนบุญ การกลับชาติมาเกิด การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเซ่นไหว้ผี ผีเข้าสิงคน และตัวตายตัวแทน การศึกษาอนุภาคและความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติทำให้เห็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนในสังคมไทย ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้า อีกทั้งมีส่วนช่วยให้คนทำความดี รักษาศีลเพื่อต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตนของคนในสังคมให้อยู่ในศีลธรรม
คำสำคัญ: #อนุภาค #สิ่งเหนือธรรมชาติ #รายการช่องส่องผี #ยูทูบ
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263083
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
10/05/2023
📘บทความที่ 61
#รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสืบค้นสารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
THE MODEL OF DEVELOPMENT FOR INFORMATION SEARCHING COMPETENCE IN SECONDARY SCHOOL STUDENT
โดย ปะราลี โมระกรานต์
มหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
By Paralee Morakrant
King Mongkut's University of Technology North Bangkok, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและพัฒนาสมรรถนะการสืบค้นสารสนเทศฯ 2) พัฒนาหลักสูตรการสืบค้นสารสนเทศฯ 3) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรสมรรถนะการสืบค้นสารสนเทศฯ และ 4) ศึกษาผลการเสริมสร้างสมรรถนะการสืบค้นสารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ดำเนินวิจัยดังนี้ 1) ศึกษากรอบแนวคิดวิจัย จากการวิเคราะห์เอกสาร 2) ศึกษาและพัฒนาสมรรถนะการสืบค้นสารสนเทศ เป็นตัวแทนผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการใช้สารสนเทศสืบค้นข้อมูล จำนวน 25 คน ใช้แบบประเมิน 3) พัฒนาหลักสูตรใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลคือ บรรณารักษ์ จำนวน 20 คน เพื่อร่างรูปแบบ และตรวจสอบร่างรูปแบบโดยสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ และ 4) ศึกษาผลการเสริมสร้างสมรรถนะการสืบค้นใช้แบบประเมิน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการสืบค้นสารสนเทศ ได้แก่ 1.1) ความมุ่งหมาย 1.2) บทบาทหลัก 1.3) หน้าที่หลัก 1.4) หน่วยสมรรถนะ และ 1.5) สมรรถนะย่อย การพัฒนาคือ เทคนิคการสืบค้น มีหน่วยสมรรถนะ หน่วยสมรรถนะย่อย 2) พัฒนาหลักสูตรคือ หน่วยสมรรถนะ 8 โมดูล 16 ผลลัพธ์การเรียนรู้ พบว่า เห็นด้วยกับการประเมิน หน่วยสมรรถนะ สมรรถนะย่อย เกณฑ์ปฏิบัติ ขอบเขต ทักษะและความรู้ และหลักฐานความรู้และการปฏิบัติงาน ด้วยเกณฑ์ CVR ต่ำสุด ผลคือ .99 3) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 3.1.) ผู้สอนนำเสนอเนื้อหา 3.2) แบ่งกลุ่มนักเรียน 3.3) ระดมความคิดและช่วยทำ 3.4) แสดงผลงาน แนะนำ และสรุปผล และ 3.5) ประเมินผล และ 4) ผลเสริมสร้างสมรรถนะคือ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 ทุกผลเรียนรู้ คะแนนมากสุดคือ โมดูลการเรียนรู้ จัดระบบ สังเคราะห์ และรวบรวมสารสนเทศ คะแนนผู้เรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
คำสำคัญ: #รูปแบบการพัฒนา #สมรรถนะการสืบค้น #สารสนเทศ #การจัดการเรียนรู้
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263082
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]
09/05/2023
📘บทความที่ 59
#แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกด้วยเทคนิคการเคลือบสารคงรูปและการตกแต่งกลิ่นของกลุ่มอาชีพสหกรณ์ศิลปะประดิษฐ์ จังหวัดนนทบุรี
GUIDELINES FOR BATIK PRODUCT DEVELOPMENT APPLYING COATING AND FRAGRANCE DECORATION TECHNIQUES FOR NONTHABURI PROVINCE ARTS AND CRAFTS COOPERATIVE GROUP
โดย รุ่งฤทัย รำพึงจิต และนิอร ดาวเจริญพร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
By Rungrutai Rampungjit and Nion Dowcharoenporn
Sripatum University, Thailand
#วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช
#คุณภาพ TCI ฐาน 1 (2563 – 2567)
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเคลือบผ้าบาติกด้วยสารคงรูปที่เหมาะสมต่อการผลิตสินค้าที่ระลึกประเภทผลิตภัณฑ์จากผ้า การตกแต่งกลิ่นด้วยไมโครแคปซูลหลังการเคลือบสารคงรูป และความพึงพอใจที่มีต่อการถ่ายทอดผลิตภัณฑ์บาติกด้วยเทคนิคการเคลือบสารคงรูปและการตกแต่งกลิ่น รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสานใช้กระบวนการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาคุณสมบัติผ้าบาติกด้านการคงตัวและด้านการตกแต่งกลิ่น ใช้การวิจัยเชิงปริมาณประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการถ่ายทอดผลิตภัณฑ์บาติกกับกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า สารคงรูปเจลาตินชนิดผงเป็นสารคงรูปที่ทำให้ผ้ามีความคงตัวได้ดีที่สุด มีอัตราส่วนผสมเจลาตินชนิดผง 15 กรัม ต่อน้ำสะอาด 3,300 มิลลิลิตร นำผ้าที่เคลือบสารคงรูปเจลาตินชนิดผงไปทดสอบความกระด้างผ้าด้วยเครื่อง Stiffness Tester วัดค่าความยาวการดัดโค้งของเส้นด้ายยืน มีค่าเฉลี่ย 4.78 เซนติเมตร และเส้นด้ายพุ่ง มีค่าเฉลี่ย 4.92 เซนติเมตร การตกแต่งกลิ่นด้วยไมโครแคปซูลหลังการเคลือบสารคงรูปเพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านกลิ่นพบว่า ผ้าที่เคลือบสารคงรูปเจลาตินชนิดผงมีจำนวนการเกาะติดของไมโครแคปซูลอยู่มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าสารคงรูปเจลาตินชนิดผงเป็นสารก่อเจลในกระบวนการที่ทำให้ผ้ามีความคงตัวและการเกาะติดกลิ่นที่ดี กลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอต่อการถ่ายทอดผลิตภัณฑ์บาติกด้วยเทคนิคการเคลือบสารคงรูปและการตกแต่งกลิ่น ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.93 สามารถเป็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มผู้ผลิตสินค้าชุมชนได้
คำสำคัญ: #ผ้าบาติก #การตกแต่งกลิ่นผ้า #ไมโครแคปซูล #การเคลือบสารคงรูป #การพัฒนาผลิตภัณฑ์
📘ที่มา: ปีที่ 7 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2565)
📘Vol. 7 No. 12 (December 2022)
👇สามารถอ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่👇
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/263066
🙏🙏🙏ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่
พระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว), ดร.
บรรณาธิการวารสาร
👉📱โทร. 061-5262919
👉📱LINE ID1. suriya252814
👉📱LINE ID2.
👉👝 E-mail. [email protected]