คุณครูมายด์ ชวนเด็ก ๆ K1 เล่นวาดลวดลาย เส้นสาย ด้วยชอล์กหลากสีลงบนพื้นถนน เพื่อเรียนรู้เรื่อง Lines & Curves ในวิชา Singapore Math
เด็ก ๆ เล่นเสร็จ รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ ช่วยกันเช็ดถูจนสะอาด เสร็จแล้วซักผ้า ตากผ้า ด้วยตัวเอง ก่อนดื่มนม
งานวิจัยของ Harvard University เก็บข้อมูลตลอด 85 ปี พบว่า เด็กฉลาด คือ เด็กที่ทำงานบ้านเป็น เพราะงานบ้าน ช่วยสร้างเสริม EF ให้เด็กได้ดีมาก
โรงเรียนสยามนครพัฒนา Siam Nakhon Pattana School
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โรงเรียนสยามนครพัฒนา Siam Nakhon Pattana School, โรงเรียน, 109/38 ถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ ต. ปากพูน อ. เมือง, Nakhon Si Thammarat.
โรงเรียนที่ใช้หลักสูตรนานาชาติผสานกับหลักสูตรแกนกลาง //
จัดการเรียนรู้แบบ Play-Based Learning เพื่อให้เด็กมีความสุขในการเรียน และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต // เพิ่มทางเลือกเพื่อเรียนต่อในระดับสูงขึ้นได้ทั้งหลักสูตรนานาชาติ // English Program // สามัญ
เพราะหน้าที่ของเด็กคือ "เล่น"
วัตถุประสงค์ของการเล่น คือ เพื่อให้ได้ EF (Executive Function)
EF มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่สมองส่วนหน้า (Pre-Frontal Cortex : PFC) พร้อมใช้งานเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี ซึ่งต้องสร้างตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก
ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยพูดไว้ในรายการ D:Code Podcast EP.32 ว่า "สมองส่วนหน้า (PFC) คือ ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ"
"เหล่าซือจ๊ะจ๋า"
ชวนเด็ก ๆ K1
มา "รู้จักหน้าตาของอารมณ์"
เป็นภาษาจีน
ผ่านการเล่น
ตามแนวทาง นพ.ประเสริฐ ✨
สำหรับเด็ก ๆ
การเข้าใจอารมณ์ตัวเอง
คือ รากฐานสำคัญของการสร้าง EF
เหล่าซือจ๊ะจ๋า จึงดีไซน์ห้องเรียนภาษาจีน
ให้เป็น "พื้นที่แห่งการเล่น"
ที่เน้นให้เด็ก ๆ เรียนรู้
ผ่านการลงมือทำ
และขยับเคลื่อนไหวร่างกาย
เหล่าซือไม่ได้ให้เด็กนั่งท่องจำคำศัพท์
แต่ชวนเด็ก ๆ
"เล่นกับอารมณ์"
ผ่านคำศัพท์พื้นฐานใกล้ตัว
นพ.ประเสริฐ บอกว่า การปีนที่สูงช่วยพัฒนา EF ซับซ้อน
ครูขวัญจึงจัดการเรียนรู้ในคาบ Singapore Math เรื่อง Number Bonds โดยให้พี่ ๆ K2 ปีนที่สูง รวมทั้งฝึกเรื่องการแบ่งปันให้เด็ก ๆ ไปด้วยพร้อม ๆ กัน
ในยุคที่โลกมี AI
เด็กต้องมี EF
ห้องเรียนพ่อแม่
EP1: Purposes of Mindfulness Practices for Early Childhood
SNP School ขอขอบคุณทีมวิทยากรจากสถาบันพลังจิตตานุภาพ (หลวงพ่อวิริยังค์) ที่มาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กตามแนวทางของโรงเรียน
ในวันที่โลกมี AI
เด็กต้องมี Mindfullness และ EF
24/05/2026
"ในวันที่ทุกคนพูดว่า
Change before it’s too late
เราต้องกล้าพูดด้วยว่า
Conserve before we lose ourselves"
.....
อยากสรุปบทความ
ของ อ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
แต่ก็ไม่อยากทิ้งบางประโยค
ที่ touch ใจมาก ๆ
เกี่ยวกับระบบการศึกษาของบ้านเรา
จึงแปะ Link ไว้ให้สำหรับใคร
ที่อยากอ่านฉบับเต็มของอาจารย์ด้านล่างนะคะ
.....
ในวันที่ Timeline ของ Facebook
เต็มไปด้วยเรื่อง AI
อ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ได้เสนอแนวคิด “pro-conserve”
ท่ามกลางกระแส "pro-change"
โดยตั้งคำถามว่า
“ท่ามกลางการวิ่งตามทุกสิ่ง
เรากำลังทิ้งอะไรไว้ข้างทางบ้าง”
และ “สิ่งนั้นจำเป็นต้องถูกทิ้งจริงหรือ”
.....
เป้าหมายทางการศึกษาไทย
เต็มไปด้วยการ “วิ่งตาม”
-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (AI, Big Data, Biotech, Quantum Computing)
-เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน
-ภูมิรัฐศาสตร์หลายขั้วอำนาจ
-อารยธรรมและศีลธรรมที่เปลี่ยนไป
โดยไม่เคยตั้งคำถามว่า
"ใครเป็นคนวาดเส้นชัย"
และ "เรากำลังวิ่งบนลู่วิ่งของใคร"
เราพูดเสมอว่า
“โลกเปลี่ยนเร็ว เราต้องปรับตัว”
จนลืมมองว่าเราได้กลายเป็น
"ผู้ถูกกระทำ" ให้ปรับตัว มากกว่า "ผู้กระทำ"
เราเสียอำนาจ
ในการกำหนดทิศทางของตนเอง
และกลายเป็นเพียงหน่วยหนึ่ง
ของห่วงโซ่การผลิตโลก
สถาบันการศึกษาไทย
มุ่งเน้นการ “เปลี่ยนแปลง” และการก้าวให้ทันโลก
จนลืมตั้งคำถามว่าสิ่งใดคือคุณค่าที่ควร “อนุรักษ์” ไว้
หากเราหลงทางกลางป่า
การเดินเร็วขึ้นอาจไม่ช่วย
หากยังไม่รู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ใด
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ความเร็ว
แต่คือการหยุดทบทวน
และมองหา “ดาวเหนือ”
หรือหลักยึดทางความคิด
เพื่อถามตัวเองว่า
“เรากำลังจะไปไหน และไปเพื่ออะไร”
เช่นเดียวกับการศึกษาไทย
ที่วันนี้อาจไม่ได้ขาดเทคโนโลยี
หรือความทันสมัย
แต่...ลืมตั้งคำถามพื้นฐานว่า
“มหาวิทยาลัย (หรือโรงเรียน) มีไว้เพื่ออะไร”
ระหว่าง “การพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์”
กับ “การผลิตแรงงานป้อนตลาด”
เราให้น้ำหนักกับสิ่งใดมากกว่ากัน
คำตอบนี้สะท้อนทิศทาง
และคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาไทยในปัจจุบัน
"pro-conserve"
ไม่ใช่การปฏิเสธสิ่งใหม่
แต่คือการกลั่นกรองสิ่งใหม่
ด้วยคุณค่าที่ผ่านการทดสอบจากกาลเวลาแล้วว่าดี
คือ การถามก่อนรับมาใช้
มากกว่าการรับมาใช้เพราะคนอื่นใช้กัน
สิ่งที่ pro-conserve เสนอให้ควร "อนุรักษ์" ไว้แม้ในยุค AI
1) ปรัชญาที่เชื่อว่า
“การศึกษาคือเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ”
และ “มหาวิทยาลัย (หรือโรงเรียน)
คือสมองของชุมชน”
2) ไตรสิกขา คือ ความล้ำยุคทางจิตวิญญาณ
ที่เทคโนโลยีไม่อาจให้ได้
- ศีล คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม
- สมาธิ คือ ความมั่นคงทางจิตใจในโลกที่ฟุ้งซ่าน
- ปัญญา คือ การรู้เท่าทันความจริงด้วยตนเอง
3) กัลยาณมิตรแบบ "ครู-ศิษย์" เป็น
ความสัมพันธ์ที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้
“pro-conserve” เสนอว่า
การศึกษาควรผสมผสาน
“การอนุรักษ์คุณค่าที่ดีงาม”
เข้าไปในทุกการตัดสินใจ
ไม่ใช่มุ่งเพียงการเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกเท่านั้น
โดยมีหลักการ คือ
1) เมื่อเปิดหลักสูตรใหม่ตามกระแสโลก
เช่น AI หรือ FinTech
ควรเก็บรักษาวิชามนุษยศาสตร์
ที่ช่วยพัฒนาความคิด จิตใจ
และความเป็นมนุษย์
เพื่อไม่ให้การศึกษา
กลายเป็นเพียงการผลิตคนเก่ง
แต่ขาดจิตวิญญาณ
2) การใช้เทคโนโลยีต้องคำนึงว่า
เทคโนโลยีนั้น “ช่วยมนุษย์”
หรือ “ลดทอนความเป็นมนุษย์”
3) การปรับตัวตามมาตรฐานโลกควรทำอย่างมีสติ
การศึกษาไทย ไม่ควรวิ่งตามตัวชี้วัดสากลเพียงอย่างเดียว
แต่ควรมี “ดัชนีความเป็นไทย”
ที่สะท้อนคุณค่าการรับใช้สังคม
ชุมชน จิตสาธารณะ
และความสุขภายในของผู้เรียนควบคู่กันไป
สถาบันการศึกษา เปรียบเหมือน “เรือ”
ที่พยายามแล่นให้ทันกระแสโลก
ด้วยเทคโนโลยี ความทันสมัย และการแข่งขันระดับสากล
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความเร็ว คือ “สมอ”
ที่ช่วยยึดโยงตัวตนและคุณค่าของการศึกษาไว้
ไม่ให้ล่องลอยไปตามกระแส
“สมอ” ของสถาบันการศึกษา
คือ ปรัชญาการศึกษาของสังคมไทย
ว่าเราต้องการสร้างคนแบบใด
ใช้ความรู้เพื่ออะไร
และจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร
แนวคิด “pro-conserve”
จึงไม่ใช่การหยุดพัฒนา
แต่คือการกลับมาทบทวน
และรักษาคุณค่าที่ดีงามไว้
เพื่อให้สถาบันการศึกษา
ยังคงมีจุดยืนและอัตลักษณ์ของตนเอง
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะสถาบันการศึกษาที่ดี
ไม่ใช่เพียงที่ที่วิ่งตามโลกทัน
แต่คือสถานศึกษาที่รู้ว่า “ดาวเหนือ”
หรือ เป้าหมายที่แท้จริงของตนคืออะไร
และไม่ละทิ้งคุณค่านั้น
.....
เรียบเรียงโดย "แม่ริน"
อ่านต้นฉบับได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1G9kSPE4te/
แผนที่เก่ากับดวงดาว: ข้อเสนอให้อุดมศึกษาไทยตั้งหลักด้วยปรัชญา ‘อนุรักษ์’ ก่อนออกวิ่ง
เอนก เหล่าธรรมทัศน์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ในห้องประชุมของผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยเกือบทุกแห่งวันนี้ วาทกรรมที่ดังกระหึ่มและได้รับการปรบมือมากที่สุดคือ “เราต้องก้าวให้ทัน” เราต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ก้าวให้ทันโลกหลายขั้วอำนาจ ก้าวให้ทันเศรษฐกิจดิจิทัล ก้าวให้ทันการลงทุนในสินทรัพย์แห่งอนาคต
ฟังดูแล้วฮึกเหิม สมกับเป็นผู้นำทางปัญญาในยุคแห่งความผันผวน
แต่ถ้าเราหยุดเสียงปรบมือลงสักครู่ แล้วหันมามองหน้ากันในห้องนั้น เราอาจพบความจริงที่น่าอึดอัดใจอยู่ข้อหนึ่ง
เราได้ยินแต่คำว่า Change แทบไม่ได้ยินคำว่า Conserve เลย
หรือถ้าได้ยิน ก็มักถูกมองว่าเป็นเสียงของคนหัวโบราณ ผู้ถ่วงความเจริญ ผู้ไม่เข้าใจโลก
บทความนี้คือความพยายามจะส่งเสียง “pro-conserve” ท่ามกลางกระแส pro-change ที่เชี่ยวกราก ไม่ใช่เพื่อคัดค้านการเปลี่ยนแปลง แต่เพื่อถามว่า “ท่ามกลางการวิ่งตามทุกสิ่ง เรากำลังทิ้งอะไรไว้ข้างทางบ้าง” และ “สิ่งนั้นจำเป็นต้องถูกทิ้งจริงหรือ”
1. หลุมพรางของวาทกรรม “ก้าวให้ทัน”
ลองกลับไปดูยุทธศาสตร์ชาติ แผนอุดมศึกษา วิสัยทัศน์มหาวิทยาลัย และสโลแกนของคณะต่างๆ เราจะพบว่าเป้าหมายทางการศึกษาไทยวันนี้เต็มไปด้วยการ “วิ่งตาม” อย่างน้อยสี่ด้าน
หนึ่ง วิ่งตามวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี – โดยเฉพาะ AI, Big Data, Biotech ไปจนถึง Quantum Computing เราเร่งเปิดหลักสูตรใหม่ ปรับ Mindset นักศึกษา ทุกอย่างต้อง Smart ทุกอย่างต้องดิจิทัล
สอง วิ่งตามเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน – มหาวิทยาลัยถูกคาดหวังให้เป็นกลไกของระบบเศรษฐกิจ สร้างผู้ประกอบการ สร้าง Startup สร้างแรงงานทักษะสูงเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก
สาม วิ่งตามภูมิรัฐศาสตร์หลายขั้วอำนาจ – โลกไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป เราต้องถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ต้องพร้อมรับการย้ายฐานการผลิต ต้องสร้างบัณฑิตที่ทำงานได้ทุกที่
สี่ วิ่งตามอารยธรรมและศีลธรรมที่เปลี่ยนไป – โลกาภิวัตน์พาคุณค่าหลากหลายเข้ามาปะทะกับคุณค่าเดิม มหาวิทยาลัยต้องหาที่ยืนในประเด็นเพศสภาพ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลาย ฯลฯ
ฟังดูแล้วทั้งหมดนี้เป็นสิ่งเลวร้ายหรือ?
หามิได้ มันเป็นความจำเป็นของยุคสมัยด้วยซ้ำ
แต่หลุมพรางที่อันตรายที่สุดในการวิ่งตาม ก็คือเราอาจไม่เคยถามว่าใครเป็นคนวาดเส้นชัย และเรากำลังวิ่งบนลู่วิ่งของใคร
เราพูดเสมอว่า “โลกเปลี่ยนเร็ว เราต้องปรับตัว” จนลืมมองว่าเราได้กลายเป็นผู้ถูกกระทำให้ปรับตัว มากกว่าผู้กระทำ เราเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางของตนเอง และกลายเป็นเพียงหน่วยหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก
2. สิ่งที่ “Pro-Change” เพียงอย่างเดียวไม่เคยถาม
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยวันนี้ถูกฝึกให้เป็น “ผู้จัดการการเปลี่ยนแปลง” แต่แทบไม่เคยถูกถามเลยว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราควรเป็น “ผู้จัดการการอนุรักษ์”
หากเราหลงทางกลางป่า การเดินให้เร็วขึ้นหรือวิ่งตามคนข้างหน้าให้ทันอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เราวิ่งตามนั้น เขากำลังมุ่งหน้าไปทางที่ถูกหรือกำลังหลงทางเช่นเดียวกับเรา สิ่งที่จำเป็นกว่าความเร็วคือการหยุด เงยหน้า และมองหา ดาวเหนือ ดวงเดิมที่อยู่เหนือกาลเวลา เพื่อตั้งหลักว่า “เรากำลังจะไปไหน และทำไม”
ฉันใดก็ฉันนั้น อุดมศึกษาไทยในวันนี้ไม่ได้ขาดแค่ความเร็ว หรือความล้ำยุค แต่กำลังขาดสติที่จะหยุดและถามคำถามพื้นฐานที่สุด
มหาวิทยาลัยมีไว้เพื่ออะไร?
เราตอบได้กี่เสียงว่า “เพื่อพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์” และกี่เสียงที่ตอบว่า “เพื่อผลิตบัณฑิตป้อนตลาดแรงงาน” อัตราส่วนของสองคำตอบนี้คือตัวชี้วัดว่าเราหลงทางไปไกลแค่ไหนจากปรัชญาดั้งเดิมของการศึกษาไทย
3. เรามีสิ่งที่ต้อง Conserve หรือไม่? ถึงเวลาเชิดชู “Pro-Conserve” ให้ทัดเทียม “Pro-Change”
ขออนุญาตเสนอแนวคิด Pro-Conserve ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในวาทกรรมการศึกษาไทย โดยให้น้ำหนักพอๆ กับ Pro-Change
Pro-Conserve ไม่ใช่การปฏิเสธสิ่งใหม่ แต่คือการกลั่นกรองสิ่งใหม่ด้วยคุณค่าที่ผ่านการทดสอบจากกาลเวลาแล้วว่าดี มันคือการถามก่อนรับมาใช้ มากกว่าการรับมาใช้เพราะคนอื่นใช้กัน
เรามาลองทบทวนดูว่า เรามีมรดกอะไรที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ แม้ในยุค AI
3.1 ความสำเร็จที่มองไม่เห็น: ระบบ “มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น” และ “การศึกษาเพื่อปวงชน”
ก่อนที่ SDGs หรือ Inclusive Education จะกลายเป็นศัพท์แสงนานาชาติ ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ วิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัยสงฆ์ และระบบการศึกษาผู้ใหญ่ที่ไม่เป็นทางการ
สิ่งเหล่านี้คือ “สถาปัตยกรรมทางสังคม” ที่สร้างการเข้าถึงการศึกษาก่อนที่ประชาคมโลกจะพูดถึง มันคือปรัชญาที่เชื่อว่า “การศึกษาคือเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ” และ “มหาวิทยาลัยคือสมองของชุมชน”
เรากำลัง Conserve สิ่งนี้หรือกำลัง “อัพเกรด” มันด้วยการทำให้ทุกแห่งต้องแข่งกันเป็น World Class University จนลืมหน้าที่ต่อชุมชนที่เคยเป็นรากฐาน? นี่คือคำถามที่ Pro-Conserve ต้องถาม
3.2 ปรัชญาที่ไม่ควรถูกแทนที่ด้วยอัลกอริทึม
เราเคยคุยกันถึง ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ซึ่งเป็นแก่นการศึกษาดั้งเดิมของไทยที่วัดและวังใช้หล่อหลอมคน
ศีลคือความรับผิดชอบต่อสังคม สมาธิคือความมั่นคงทางจิตใจในโลกที่ฟุ้งซ่าน ปัญญาคือการรู้เท่าทันความจริงด้วยตนเอง
ลองถามตัวเองว่า AI ทำอะไรกับสามสิ่งนี้ได้บ้าง
AI สอนให้คนมีศีลได้หรือ? คงไม่ได้ เพราะศีลเกิดจากการเห็นแบบอย่างของมนุษย์ด้วยกัน
AI ทำให้คนมีสมาธิได้หรือ? อาจช่วยได้ด้วยแอปฝึกสมาธิ แต่สมาธิที่แท้เกิดจากการฝึกฝนตนเอง ไม่ใช่การบริโภคประสบการณ์สำเร็จรูป
AI ให้ปัญญาได้หรือ? AI ให้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนได้ แต่มันไม่สามารถ “รู้เท่าทันความจริง” แทนมนุษย์ได้
ดังนั้นปรัชญาไตรสิกขาจึงไม่ใช่ของเก่าที่ใช้ไม่ได้กับยุคนี้ แต่มันคือ ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ ที่มนุษย์ยุคดิจิทัลต้องการมากที่สุด
การ Conserve ปรัชญานี้ และแปลมันให้เป็นหลักสูตรหรือชีวิตในมหาวิทยาลัย นี่ต่างหากคือความล้ำยุคทางจิตวิญญาณ ที่เทคโนโลยีไม่อาจให้ได้
3.3 “กัลยาณมิตร” กับความสัมพันธ์ที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้
อีกมรดกที่สำคัญคือระบบ ครู-ศิษย์ แบบกัลยาณมิตร
โลกสมัยใหม่ภายใต้ระบบทุนนิยมการศึกษาทำให้ความสัมพันธ์นี้กลายเป็น “ผู้ให้บริการ-ผู้รับบริการ” มหาวิทยาลัยแข่งกันเอาใจนักศึกษา ครูกลัวการประเมินต่ำ จึงลดมาตรฐาน และงดการตักเตือน
Pro-Conserve จะถามว่า เรากำลังสูญเสียอำนาจในการอบรมบ่มนิสัยของครู และกำลังเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็น Supermarket ทางการศึกษาใช่หรือไม่?
การอนุรักษ์ “ความเป็นครู” ในฐานะผู้มีอำนาจทางศีลธรรมและทางวิชาการอย่างอ่อนโยน อาจเป็นสิ่งที่โลกทุนนิยมการศึกษาดิจิทัลกำลังทำลายโดยที่เราไม่รู้ตัว และนี่ควรเป็นวาระเร่งด่วนที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึง
4. จาก Pro-Conserve สู่การปฏิบัติ: ข้อเสนอเชิงหลักการสำหรับผู้บริหาร
เพื่อไม่ให้แนวคิดนี้ล่องลอยในทางทฤษฎี ผมขอเสนอหลักการในการบริหารงานที่แทรกมิติของการอนุรักษ์เข้าไปในทุกการตัดสินใจ
หลักการที่ 1: ทุกครั้งที่เปิดหลักสูตรใหม่เพราะ “โลกเปลี่ยน” ต้องถามว่าหลักสูตรเดิมที่เราจะลดความสำคัญลงมีคุณค่าอะไรที่ควร “อนุรักษ์” ไว้หรือไม่
การเปิดหลักสูตร AI, FinTech, Metaverse อาจจำเป็น แต่มันต้องไม่แลกมากับการลดทอนวิชามนุษยศาสตร์พื้นฐานที่สอนให้คนรู้จักคิดอย่างลึกซึ้ง รู้จักความงาม และรู้จักถามคำถามต่อชีวิต
การอนุรักษ์วิชาที่สอน “ความเป็นมนุษย์” ไว้ในหลักสูตรพื้นฐานของทุกคณะ คือการต่อต้านการผลิต “มนุษย์หุ่นยนต์” ที่เก่งแต่ไร้จิตวิญญาณ
หลักการที่ 2: ทุกครั้งที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ต้องถามว่าเทคโนโลยีนั้น “รับใช้มนุษย์” หรือ “ลดทอนมนุษย์”
ตัวอย่างเช่น
· ใช้ AI ตรวจข้อสอบเพื่อลดภาระครู เพื่อให้ครูมีเวลาให้คำปรึกษานักศึกษาได้มากขึ้น → นี่คือใช้เทคโนโลยีเพื่อรับใช้มนุษยสัมพันธ์ที่ดี (ควรทำ)
· ใช้ AI สอนแทนครูทั้งกระบวนการ เพื่อลดต้นทุน โดยไม่มีมนุษย์อยู่ใน Loop ของการพัฒนาจิตใจ → นี่คือลดทอนมิติความเป็นมนุษย์ (ควรต้าน)
หลักการที่ 3: ทุกครั้งที่ปรับตัวตามมาตรฐานโลก ต้องตรวจสอบว่ามาตรฐานนั้นออกแบบมาเพื่อใคร และทำลายคุณค่าท้องถิ่นอะไรของเราหรือไม่
โลกาภิวัตน์ทางการศึกษาโดยผ่านการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ทำให้มหาวิทยาลัยจำนวนมากวิ่งตามเกณฑ์ชี้วัดที่ตัวเองไม่เคยเป็นคนกำหนด
Pro-Conserve ไม่ได้บอกให้เราถอนตัวจากเวทีโลก แต่มันบอกว่าเราควรมี “ดัชนีความเป็นไทย” ที่มหาวิทยาลัยใช้วัดตัวเองอย่างภาคภูมิ ว่าบัณฑิตของเรามีความสามารถในการรับใช้สังคมและชุมชนมากน้อยแค่ไหน มีจิตสาธารณะและสันติสุขภายในหรือไม่
5. บทสรุปให้สติ: มหาวิทยาลัยต้องเป็นทั้งเรือที่แล่นทันคลื่น และสมอที่หยั่งรากมั่นคง
มหาวิทยาลัยไทยในวันนี้เปรียบเสมือนเรือที่ถูกต่อขึ้นเพื่อให้เร็ว เราแข่งกันเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเทคโนโลยีชั้นยอด เราติดตั้งจีพีเอสนำทาง เราปรับหัวเรือให้ทันกับทุกทิศทางของกระแสโลก
แต่เราลืมใส่สมอ
สมอของมหาวิทยาลัยคือปรัชญาการศึกษาที่ผ่านการตกผลึกของสังคมไทยมาช้านานว่า เราจะสร้างมนุษย์แบบไหน เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร และเราจะใช้อำนาจความรู้เพื่ออะไร
Pro-Conserve คือการขุดสมอเก่าขึ้นมาทำความสะอาด และทิ้งมันลงไปใหม่อย่างมั่นคง เพื่อไม่ให้เราล่องลอยไปตามกระแสจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
ในวันที่ทุกคนพูดว่า Change before it’s too late
เราต้องกล้าพูดด้วยว่า Conserve before we lose ourselves
เพราะมหาวิทยาลัยที่ดีไม่ใช่ที่ที่วิ่งตามโลกทันที่สุด
แต่มหาวิทยาลัยที่ดีคือที่ที่สามารถถามโลกได้ว่า “ท่านจะวิ่งไปทางนั้น... แล้วท่านแน่ใจหรือว่ามีดาวเหนือนำทางอยู่”
และมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดคือที่ที่รู้ว่า ดาวเหนือของตนคือดาวอะไร และไม่เคยละสายตาจากมันเลย
---
แต่ที่ผมห่วงที่สุด ไม่ใช่ผู้บริหารที่ pro-change หรือต่อต้านการ conserve ด้วยซ้ำ หากแต่คือผู้บริหารที่ติดกับดักของ pro-administration อย่างเดียว หยุดนิ่งทางการนำ ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีคำถามต่อทิศทาง ไม่มีความคิด ไม่มีดาวเหนือ รู้แต่เพียงงานธุรการ ตัวเลข อาคารสถานที่ และงบประมาณที่ต้องบริหารให้จบปี นั่นคือสุญญากาศที่อันตรายที่สุดของอุดมศึกษาไทย.
Lines & Curves
.........................
การเรียนรู้ของนักเรียน K1 ในวิชา Singapore Math เรื่อง Line & Curve
By...ครูมายด์
05/05/2026
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
109/38 ถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ ต. ปากพูน อ. เมือง
Nakhon Si Thammarat
80000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 07:30 - 16:30 |
| อังคาร | 07:30 - 16:30 |
| พุธ | 07:30 - 16:30 |
| พฤหัสบดี | 07:30 - 16:30 |
| ศุกร์ | 07:30 - 16:30 |