Tinlaphas

Tinlaphas

แชร์

School of Laws
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

Photos from Tinlaphas's post 18/08/2025

อีกหนึ่งผลงานวิชาการที่ภูมิใจที่สุด หนังสือ “Revive & Thrive: การฟื้นฟูกิจการและแผนธุรกิจในยุคดิจิทัล”ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นตำรากฎหมายเฉพาะทาง หากแต่เป็นการเล่าเรื่องถ่ายทอดประสบการณ์ และแนวคิดเชิงปฏิบัติที่เจ้าของกิจการสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญกับภาระหนี้สิน หรือกำลังมองหาแนวทางในการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมเนื้อหาตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ การบริหารจัดการทรัพย์สิน เทคนิคการเขียนแผนธุรกิจให้ตอบโจทย์โลกดิจิทัล และแนวทางการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกรมบังคับคดี พร้อมสอดแทรกคำอธิบายกฎหมาย กรณีศึกษาจากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพจริงของการวางแผน เพื่อฟื้นฟูธุรกิจจากจุดวิกฤติจนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งอย่างมั่นคง

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทางให้กับผู้ที่กำลังเผชิญความท้าทายในโลกธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจเรียนรู้เรื่องฟื้นฟูกิจการในมุมที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง และไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านกฎหมายก็สามารถอ่านและนำไปประยุกต์ใช้ได้

หากคุณกำลังมองหา “ความหวัง เส้นทางใหม่ หรือแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นอีกครั้ง” — หนังสือเล่มนี้อาจเป็นคำตอบที่ช่วยเติมพลังใจให้คุณลุกขึ้นมา Revive & Thrive อย่างมั่นใจ และก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

กราบขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสามท่าน (ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร) ที่ได้กรุณาอ่านผลงาน ชี้แนะ ท้วงติง เพื่อปรับแก้ให้เนื้อหาออกมาได้สมบูรณ์แบบ จนกระทั่งได้รับการตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่

ติณณ์ลภัส ชูพันธนารากุล

04/01/2023

❤️ความรัก-การเดิน-การใช้ชีวิต-ทำความรู้จักตัวเอง❤️

#ออกเดินทางเพื่อทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น

คำว่ากบในกะลายังคงใช้ได้เสมอ โลกของเรามันแคบมากถ้าเทียบกับระยะทางรอบโลกของโคลัมบัส, วาสโก ดา กามา เจมส์ คุก หรือเฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน หรือถ้ามองว่าความสุขสบายในอาณาจักรตัวเอง คือ ความสุขที่แท้จริง พระพุทธเจ้าก็คงไม่ออกบวช

บนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายชีวิตที่ใช้ชีวิตอย่างธรรมดา กินข้าวแกงธรรมดาแค่อิ่ม กินน้ำเปล่าแค่ลดความกระหาย นอนในห้องที่มีเพียงผนังบางๆกั้น อาจเป็นความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเพราะเราไม่เคยเห็นหรือไม่ใส่ใจที่จะมอง

การเดินทางเพื่อมองหาชีวิตที่แตกต่าง คือ การเติมเต็มความหมายของการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง

แม้โลกของเราจะแคบ แต่ก็ไม่รู้จักการเติมเต็ม เรียกร้อง อยู่ตลอดเวลา บางคนเรียกร้องความรัก เรียกร้องยศฐาบรรดาศักดิ์ บางคนเรียกร้องสมบัติ บางคนเรียกร้องในสิ่งที่ไม่ควรมี ไม่ควรได้ ยิ่งไม่เข้าใจตัวเองมากเท่าไร ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองซับซ้อน เปลี่ยนแปลงเสมอ สาหัสที่สุด คือบางคนไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเอง กลายเป็นคนสองอารมณ์ หรือหนักสุดกลายเป็นโรคซึมเศร้าหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ไม่ได้

แท้จริงแล้วความเป็นตัวตนมักจะออกมา และแปรเปลี่ยนโดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของชีวิต สิ่งแวดล้อม ปัจจัยภายนอก เพื่อนฝูง การศึกษา ตำแหน่ง หน้าที่การงาน แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสังคม และการถูกกระทำต่อ บางคนเปลี่ยนไปเพราะการเรียนรู้และประมวลผล คืนกลับมาหล่อหลอมความเป็นตัวตนที่อาจไม่เหมือนเดิม จากรักเป็นไม่รัก จากชอบเป็นไม่ชอบ มันคือธรรมชาติที่ห้ามกันไม่ได้

ยังมีอีกหลายชีวิตที่กำลังใช้ชีวิตอย่างมหัศจรรย์ อยู่มุมใดมุมหนึ่งของประเทศ ของโลกในวิถีชีวิตที่แตกต่าง ที่เราไม่เคยเห็น ไม่คุ้นเคย ทั้งการแต่งตัว ศาสนาที่นับถือ ธรรมเนียม อาชีพ อาหาร วัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่ทำให้เรารู้สึกถึงความสวยงามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติและสภาพภูมิประเทศนั้นๆ

ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างอาจนำกลับมาเป็นพลังและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต สามารถมองย้อนกลับมาสำรวจตัวเราเองในมุมมองใหม่ๆ ความผิดหวัง ความพ่ายแพ้ ความเสียใจ หรือการสิ้นหวังและผิดหวังในความรัก สุดท้ายแล้วมันก็ คือ ธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอโดยโทษใครไม่ได้ เพราะความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน

เมื่อใดที่เรารู้สึกเสียใจ ท้อแท้ ผิดหวัง ไม่มีทางออกให้กับชีวิต นั่นอาจเป็นเพราะเรายังไม่พาตัวเองออกจากมุมเดิมๆ ทำให้เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองและจะไม่มีวันที่จะได้รู้จักกับตัวเองในอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ลองออกเดินทางจากความคุ้นเคย เปิดโอกาสให้ตัวเอง ได้ทำสิ่งใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนใหม่ งานใหม่ สถานการณ์วัฒนธรรมที่แตกต่าง ฤดูกาลที่ไม่เคยสัมผัส ศาสนาที่ไม่เคยเห็น งานที่แสนจะยาก

ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อตัวเอง และเปิดอีกมุมของตัวเองได้แสดงออกซึ่งความสามารถ แสดงทักษะบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองคิดมาตลอดว่าไม่มีทางทำได้ และไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ทำมันจนได้

สุดท้ายนี้ ไม่มีใครรู้จักตัวเราได้ดี เพราะแม้ตัวเราเองก็ต้องค่อยๆทำความรู้จักตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เดินทางเพื่อรู้จักชีวิตของคนอื่นจะได้เข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้น ❤️ อย่าลืมบอกรักตัวเองทุกๆวัน และชมตัวเองเสมอว่า เก่งมากนะ ที่เข้าใจและรู้จักตัวเองแล้ว

Happy New year 2023 ค่ะ


04.01.2023

28/09/2022

❤ความหวังดี❤

“ เราต้องตรวจการหวังดีของเราอยู่บ่อยๆ
ต้องมั่นใจว่าความหวังดีของเราจะต้องไม่กลับกลายไปเป็นความเจ้ากี้เจ้าการที่น่ารำคาญหรือกลายเป็นความเสือกที่เกินพอดีซึ่งน่าหงุดหงิดหัวใจ

ความหวังดี…หากมีอยู่ในจิตใจย่อมเป็นเรื่องที่ดี
แต่มันต้องออกมาจากใจที่ดีจริงๆมันถึงจะเปี่ยมล้นด้วยความเข้าใจในมิติชีวิตของผู้อื่น
แต่มันก็มีหลายคนที่เข้าใจผิดระหว่างความหวังดีกับการเห็นแก่ตัว

คนบางจำพวกใช้ความเห็นแก่ตัวนำหน้า
อยากจะบงการชีวิตผู้อื่นให้เป็นอย่างที่ใจปรารถนาแต่พร่ำบอกว่าที่ทำทั้งหมดเพราะหวังดี

คำว่าหวังดีในลักษณะนี้เป็น คำตลบแตลงที่เอาไว้กลบเกลื่อนอาการอยากบังคับผู้อื่นให้เป็นไปตามใจตน

ส่วนความหวังดีที่ออกมาจากใจนั้น มักจะนำหน้าด้วยความเข้าใจ โดยมีความเข้าใจในปัญหาและสติปัญญาของผู้รับ และประเมินอยู่ในใจว่าหากเรามีความหวังดีต่อคนตรงหน้าจริงๆเราควรจะช่วยเหลือเขาอย่างไรโดยเหมาะสมกับจริตและวิถีชีวิตของเขา

อะไรที่เขารับได้รับไหว?อะไรที่เขารับไม่ได้รับไม่ไหว?

เราจะประเมินผู้รับความหวังดีมากกว่าเอาความต้องการของตัวเองเป็นตัวตั้งในการประเมิน
แยกให้ออกระหว่าง ความหวังดีที่แท้จริง และความเห็นแก้ตัวที่มีข้ออ้างว่าเป็นความหวังดี“

บทความดีๆ จาก : #ก๊อตจิรายุ

18/09/2022

เห็นมากว่า 50ปีสมัยที่เดินทางด้วยเรือ
ท่านที่ใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาอยู่เสมอ
จะสังเกตเห็นบ้านเก่าหลังงามทรงยุโรป
ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ข้าง “วัดจีจินเกาะ” เพียงรั้วกั้น
(มูลนิธิเผยแผ่คุณธรรมเพื่อการสงเคราะห์
“เต็กก่าจีจินเกาะ”)
ซอยสมเด็จเจ้าพระยา ๑๗ เขตคลองสาน
นั่นคือ...
“ #บ้านเคียงศิริ”...อายุหลักร้อยปี
สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ปัจจุบันได้รับการดูแล
และอยู่ในมือเจ้าของใหม่...
“วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์”
Wasinburee Supanichvoraparch
ทายาท “ #เถ้าฮงไถ่”
โรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่ของจังหวัดราชบุรี
หากใครเป็นห่วงว่า...
บ้านจะทรุดโทรมหรือถูกรื้อถอนไป
ขอให้วางใจได้...
เพราะบ้านหลังนี้
มีเจ้าของใหม่ที่เห็นในคุณค่าของบ้าน
และจะรักษาดูแลบ้านได้เป็นอย่างดี
บ้านทรงยุโรป
แต่ภายในมีความเป็นไทยและจีน
ผสมผสานอย่างลงตัว
และยังมีหลุมหลบภัยอยู่ภายในบ้านอีกด้วย
เครดิต คุณ TILOK JALIKA
* #หมายเหตุเจ้าของคือ นายกิมฮง และ นางสิน เคียงศิริ หนึ่งในผู้บริจาคเงินจำนวนมากสร้างศาลาการเปรียญให้วัดอนงคาราม ประมาณ 15,800 บาท เมื่อ พ.ศ.2470
_______________________
#ภาพและเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ

15/09/2022

"ปลงกันเสียบ้าง ก่อนไม่มีโอกาสให้ปลง"
ไม่มีสิ่งใดจะคงทนและถาวร ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่วันใดก็วันหนึ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ยึดมากก็ทุกข์มาก ชีวิตมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ไม่มีล่วงพ้นเหล่านี้ไปได้ไม่ว่าจะรักมากขนาดไหน หรือหวงแหนไม่อยากให้ใคร สักวันก็มีวันพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้า หรือยากจนเข็ญใจ
เราย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา เราย่อมไม่ล่วงพ้นความแก่ชราไปได้
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เราย่อมไม่ล่วงพ้นความแก่ชราไปได้
เรามีความตายเป็นธรรมดา เราย่อมไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรม ที่เรามักมองข้าม และยังหลงในความเป็นหนุ่มสาว,ความไม่มีโรค,
ความแก่ชรา และความตาย สุดท้ายไม่เหลือใครนอกจากความว่างเปล่าเท่านั้นเอง

07/08/2022

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นโอรสองค์ที่ 14 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว​ และ เจ้าจอมมารดาตลับ ประสูติเมื่อวัน ที่ 21 ตุลาคม 2417 ทรงเป็นต้นราชสกุล รพีพัฒน์

ทรงประกอบพระกรณียกิจ อันเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการกฎหมายไทยและ ศาลสถิตยุติธรรม อาทิทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงจัดการปรับปรุงศาลยุติธรรมสู่ระบบใหม่ จัดตั้งศาลมณฑลและศาลจังหวัดทั่วประเทศ ทรงเป็น ประธานกรรมการตรวจชำระกฎหมาย ประมวลขึ้นเป็นกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 ทรง ตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อเปิดการสอนกฎหมาย ทรงรวบรวมและแต่งตำราคำอธิบายกฎหมายลักษณะต่างๆมากมาย และทรงสอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง ทรงเป็น กรรมการตรวจตัดสินความฎีกาซึ่งเทียบได้กับศาลฎีกาในปัจจุบัน เป็นต้น

สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2463 พระชนมายุ 47 พรรษา จากอาการประชวร ด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ ขณะรักษาพระองค์อยู่ที่กรุงปารีส และบรรดานัก กฎหมายได้กำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันรพี"

ส่วนหนึ่งคำกลอนที่เป็น วรรคทอง ประจำใจนักกฏหมายไทยทั่วไป มาจากหนังสือตีพิมพ์

❝ เอ็งกินเหล้า เมายา ไม่ว่าหรอก .........
แต่อย่าออก นอกทางไป ให้เสียผล
จงอย่ากิน สินบาท คาดสินบน ......
เรามันชน ชั้นปัญญา ตุลาการ ❞ ...

โดย ลุงเวทย์ เพิ่มบุญ เปลี่ยนภู่​ ..

...........................

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ๗ สิหาคม #วันรพี65

ภาพ : ที่สตูดิโอ ณ ประเทศสิงคโปร์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Si Thammarat?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Nakhon Si Thammarat

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00